กระมีกี่แบบและรักษาต่างกันอย่างไร

กระคืออะไร

กระ คือรอยด่างดำที่เกิดบนใบหน้า หรือบนผิวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ลำคอ แขน ขา โดยกระจะมีลักษณะเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ กระอาจจะเรียบเนียนไปกับผิว แต่ในบางรายก็อาจจะนูนขึ้นมาเป็นติ่งเนื้อขึ้นมาได้ (ขึ้นอยู่กับชนิดของกระ) โดยส่วนใหญ่กระมักจะพบและเห็นชัดในคนผิวขาว โดยพบตั้งแต่วัยเด็ก และเมื่ออายุมากขึ้นก็กระจะมีขนาดใหญ่ขึ้นและสีเข้มเพิ่มขึ้นได้

ชนิดของกระ และสาเหตุการเกิด

ลักษณะและสาเหตุการเกิดของกระนั้นแตกต่างกันออกไป โดยแบ่งได้ 4 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้

  1. กระตื้น จะมีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ มักพบบริเวณที่โดนแสงแดดมากและเป็นประจำ เช่น โหนกแก้มทั้งสองข้าง หรือจมูก บางรายอาจกระจายทั่วหน้า ลำคอ แขน และหน้าอก เป็นต้น โดยพบบ่อยในชาวยุโรป กระตื้นเกิดจากเซลล์เม็ดสีใต้ผิวหนังทำงานผิดปกติ โดยสาเหตุของการเกิดกระตื้นนั้นคือเซลล์เม็ดสีทำงานผิดปกติที่ส่วนใหญ่มาจากพันธุกรรม ทำให้เซลล์เม็ดสีเมลานินมีความไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ ผู้ที่ได้รับพันธุกรรมเม็ดสีไม่แข็งแรงสามารถเกิดกระได้ตั้งแต่วัยเด็ก ร่วมด้วยกับการสัมผัสกับแสงแดดเป็นประจำโดยไม่มีการป้องกันอย่างเหมาะสม ก็มีโอกาสทำให้กระเข้มขึ้น เพิ่มจำนวนมากขึ้น และขยายใหญ่ขึ้นด้วย
  2. กระลึก จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ หรือเป็นแผ่นสีน้ำตาล เทา ดำ ขอบไม่ชัด มองผ่านนั้น คล้ายฝ้า ส่วนใหญ่พบที่บริเวณ โหนกแก้ม ดั้งจมูก ขมับทั้ง 2 ข้าง เป็นต้น โดยกระชนิดนี้พบมากในชาวเอเชีย โดยเฉพาะในคนญี่ปุ่น จีน และไทย กระลึกจะมีลักษณะลึกลงไปในชั้นหนังแท้ เกิดจากความผิดปกติของเซลล์เม็ดสีบริเวณชั้นหนังแท้โดยจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิด ถ้าถูกกระตุ้นโดยรังสี UV จากแสงแดด ร่วมกับฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นช่วงวัยรุ่นหรือช่วงตั้งครรภ์ จะทำให้เห็นชัดเจนขึ้นในช่วงอายุที่มากขึ้น
  3. กระเนื้อ จะมีลักษณะเป็นตุ่มเล็ก สีน้ำตาลอ่อนไปจนถึงเข้ม โดยส่วนมากพบในบริเวณใบหน้า ลำคอ หน้าอก และหลัง โดยอาจจะขึ้นเป็นตุ่มเนื้อเล็กๆ แล้วค่อยขยายใหญ่ นูน และมีสีเข้มขึ้น โดยกระเนื้อนั้นมีการเจริญเติบโตค่อนข้างช้า กระเนื้อเกิดจากผิวหนังชั้นหนังกำพร้าเจริญเติบโตมากผิดปกติ โดยมีตัวกระตุ้นหลักคือ แสงแดดและอายุที่มากขึ้น ถ้ายิ่งมีอายุมากขึ้น ขนาดก็จะใหญ่ขึ้นและจำนวนก็มากขึ้นด้วย
  4. กระแดด จะลักษณะเป็นจุดสีคล้ำหรือปื้น แผ่น สีน้ำตาลไปจนถึงสีดำขนาดเล็ก มีลักษณะเห็นเป็นขอบชัด ส่วนมากพบบริเวณที่สัมผัสกับแสงแดดบ่อยๆ เช่น ใบหน้า โหนกแก้ม แขน ขา เป็นต้น กระแดดเกิดในผู้ที่มีผิวขาวและมีอายุค่อนข้างมากเป็นส่วนใหญ่ กระแดดเกิดจากการที่ผิวได้รับแสงแดดแรง ๆ การเล่นกีฬาหรือกิจกรรมกลางแจ้ง หรือบางครั้งอาจมาจากการรักษาโรค เช่น การรักษาโรคสะเก็ดเงินด้วยการฉายแสง UVA ก็มีผลทำให้เกิดกระแดดได้เช่นกัน

วิธีการรักษา

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดกระได้ง่าย ต้องเริ่มจากการตัดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่างและป้องกันตัวเอง ด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด แต่ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงก็ควรทาครีมกันแดดที่ที่มีส่วนผสมช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB และมีค่า SPF30 PA+++ ขึ้นไป (ถ้ามีความจำเป็นต้องเผชิญกับแสงแดดเกือบทั้งวัน ก็ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งหรือทุก2ชั่วโมง เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแสงดีที่สุด และเพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดยังมีปริมาณเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดดนอกจากนั้นปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดฝ้าและกระคือยาคุมกำเนิดที่เราทานเข้าไปก็มี ดังนั้นอาจจะหันมาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบแปะปลาสเตอร์แทนถ้าต้องการคุมกำเนิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมอีกที
  2. เมโสรักษากระ (Mesotherapy) วิธีการหลักๆ คือการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวชั้นบน โดยจะฉีดตื่นๆ เพื่อเป็นการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปเพียง 1-2 มม. ระยะห่างต่อเข็มไม่เกิน 1 เซนติเมตร เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า และจะต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ ราคาทำต่อคอร์สก็ประมาณ 1 หมื่นบาทครับ (วิธีนี้ถ้าจะหวังผลการรักษาให้เป็นที่พอใจคงยากครับ ผมคิดว่าอย่างมากก็แค่ช่วยทำให้กระจางลงเท่านั้นครับ)
  3. เลเซอร์รักษากระ การรักษาแบบนี้จะเป็นการยิงคลื่นแสงลงไปถึงชั้นผิวด้านใน เพื่อให้ผิวเกิดการซ่อมแซมตัวเอง พร้อมกับช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ไวยิ่งขึ้น การรักษาสิธีนี้มาค่าใช้จ่ายประมาณหนึ่งแต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นค่อนข้างคุ้มค่ากับจำนวนเงิน เพราะเครื่องเลเซอร์นั้นมีหลายรุ่นหลายยี่ห้อ คุณภาพและราคาก็แตกต่างกันออกไป อย่างเช่น Q Switched Nd YAG, Carbon dioxide laser, Medlite C6, Spectra VRM, MDL, DFML Laser, SPM, Helios, DHL แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ก่อนที่คุณจะจะตัดสินใจไปทำเลเซอร์ คุณต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าได้เอาหน้าไปฝากไว้กับผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ เพราะกระมีหลายชนิดหลายประเภท การรักษาด้วยเครื่องมือแต่ละชนิดอาจให้ผลไม่เหมือนกัน (ภาพ : com by PORRER)
  4. รักษาด้วยเครื่อง IPL (Intense Pulsed Light) เป็นเครื่องที่ให้กำเนิดพลังงานแสงและยิงไปยังบริเวณผิวหนังที่รอยกระ ผิวหนังมีเม็ดสีเมลานินรวมกันปริมาณมากกว่าจะดูดซับพลังงานแสงแล้วเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน ส่งผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกทำลายและลดจำนวนลง มีผลทำให้กระดูจางลง (แต่ไม่หาย) หากทำตั้งแต่ 2-3 ครั้งขึ้นไป แต่การรักษาด้วยวิธีนี้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ต้องท้เป็นประจำ และค่อนข้างเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทำการรักษาโดยผู้ที่ขาดความรู้และความชำนาญ
  5. กรอผิวด้วยเกล็ดอัญมณี (Microdermabrasion : MD) การรักษาวิธีนี้จะช่วยเร่งการขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดเร็วขึ้น จะได้ผลดีสำหรับกระที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ แต่มีข้อควรระวังคือ อาจทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากำหนดระดับความแรงในการทำงานของเครื่องมือสูงเกินความจำเป็นทีต้องการรักษาจริง ๆ
  6. รักษาด้วยเครื่องไอออนโต เครื่องมือชนิดนี้อาศัยหลักการให้กำเนิดกระแสไฟฟ้าในระดับอ่อน ๆ และมีผลช่วยผลักยาหรือวิตามินที่เราทาไว้ก่อนบนผิวให้ซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ยาที่ทาไว้ก่อนหน้านั้นออกฤทธิ์ในการรักษาได้ดียิ่งขึ้น โดยยาหรือวิตามินที่นิยมนำมาใช้จะอยู่ในรูปแบบของเจล และที่นิยมนำมาใช้รักษากระและฝ้าส่วนมากจะเป็น เจลอาร์บูติน, เจลโคจิก, เจลวิตามินซี, เจลลิโคไลซ์ เป็นต้น การรักษาแบบนี้ไม่ค่อยพบผลข้างเคียงแต่อาจอาการระคายเคืองเกิดขึ้นได้บ้า
  7. ทำทรีตเมนต์ นอกจากการทาครีมและทำเลเซอร์แล้ว หากเราทำทรีตเมนต์เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยทำให้รอยกระลดลงได้ไวยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังช่วยบำรุงผิวแข็งแรงมากขึ้นอีกด้วย แต่สำหรับการทำทรีตเมนต์ ถ้าต้องการไปทำที่สถานเสริมความงามต่าง ๆ ก็คงหนีไม่พ้นทรีตเมนต์ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและซ่อมแซมผิว แต่ถ้าใครไม่สะดวกไปทำนอกบ้านและประหยัดงบได้อีก เราก็มีสูตรทรีตเมนต์แบบทำเองได้ที่บ้านมาฝากกัน ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสูตรที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว แต่ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้งก็อาจจะต้องลดเวลาลงหน่อย
  8.  สูตรว่านหางจระเข้ เป็นการนำสมุนไพรว่านหางจระเข้มาตัดเอาส่วนที่เป็นวุ้นออกมาปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาแต้มบริเวณที่เป็นกระ แต่ถ้าเป็นว่านหางจระเข้ในรูปแบบของเจล ก็ให้คุณบีบเจลออกมาประมาณเท่าเม็ดถั่วเขียวแล้วนำมานวดบริเวณที่เป็นกระ
  9. สูตรใบกะเพราแห้ง ให้นำใบกะเพราแห้งมาปั่นให้ได้ประมาณ 3-4 ช้อนโต๊ะ จากนั้นให้เติมน้ำต้มสุกลงไป 100 มิลลิกรัม แล้วคนให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำไปแช่เย็น ใช้ทาวันละ 2 ครั้ง
  10. สูตรหอมแดง ให้คุณนำหอมแดงมาฝานเป็นแผ่น ๆ แล้วนำมาแปะไว้บริเวณที่เป็นกระ หากทำเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอกระบนใบหน้าของคุณก็จะค่อย ๆ จางลง
  11. สูตรนมเปรี้ยว ให้เลือกนมเปรี้ยวรสธรรมชาติ เพราะมีปริมาณของกรดแลคติกมากกว่าชนิดปรุงแต่งรส โดยนำมาใช้แต้มบริเวณที่เป็นกระเพียงเล็กน้อยทิ้งเอาไว้ แล้วค่อยล้างหน้าออกตามปกติ
  12. สูตรเบบี้ออยล์ผสมน้ำมะนาว ให้คุณนำส่วนผสมทั้งสองชนิดนี้อย่างละ 2 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมให้เข้ากัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นกระ แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด

การรักษากระนั้นมีหลากหลายวิธีให้เราเลือกสรรให้ตรงความต้องการและลักษณะกระที่เป็น และที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่กระตุ้นการเกิดเพื่อป้องกันไม่ให้กระเกิดขึ้นหรือมีสีที่เข้มมากขึ้นด้วย

โพสต์ไว้ที่: กระ เก็บเข้าไฟล์ไว้ที่: