กลิ่นตัวแรงทำอย่างไร

เรื่องกลิ่นตัวเชื่อว่ามีกันทุกคน โดยเฉพาะประเทศเราที่มีตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรแล้วนั้น ไม่ต้องพูดถึงอากาศเลย แค่ก้าวขาออกมาจากห้องน้ำหลังจากอาบน้ำเสร็จ บางทีก็เหงื่อซึมกลางหลังจนเหมือนอาบน้ำมาอีกรอบ แต่ในบรรดากลิ่นตัวก็จะมีการแบ่งระดับออกไป ในบางรายอาจจะแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายก็พอจะเอาอยู่ในระหว่างวันได้ กับอีกระดับที่ใช้อะไรก็เอาไม่อยู่แล้ว เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมกลิ่นตัวของคุณถึงได้รุนแรงกว่าคนรอบข้าง ทั้งที่ก็ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน หรือแม้กระทั่งอาจจะใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายชนิดเดียวกัน แต่ทำไมยังระงับกลิ่นได้แตกต่างกัน

ปัจจัยในการเกิดกลิ่นตัว

1.เชื้อชาติ : กลิ่นตัวนั้นแตกต่างกันโดยชาติพันธุ์ โดยบางชาติพันธ์จะมีกลิ่นตัวที่แรงกว่าชาติอื่น เช่น ชาวยุโรป ชาวอินเดีย ชาวตะวันออกกลาง ซึ่งส่วนมากมักจะมีกลิ่นตัวที่แรงกว่าชาติพันธุ์ฝั่งเอเชีย โดยเฉพาะคนผิวดำ เพราะจะมีพันธุกรรมของต่อมเหงื่อที่มีความรุนแรงกว่าคนผิวขาว

2.อาหาร : อาหารบางชนิดทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ โดยเฉพาะอาหารประเภทไขมัน นม เนยที่มีกรดไขมันสูง สารระเหยในอาหารเหล่านี้จะถูกขับออกมาพร้อมกับเหงื่อ และทำให้เกิดกลิ่นตัวได้

3.ฮอร์โมน :  ยิ่งในช่วงวัยรุ่นจะรุนแรงกว่าวัยอื่น ๆ เพราะฮอร์โมนจะมีการเปลี่ยนแปลงและส่งผลต่อการเกิดกลิ่นตัวได้อย่างมาก เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นอาการนี้จะค่อย ๆ หายไป หรือพูดได้ง่ายก็คือเป็นในเฉพาะช่วงวัยรุ่น

4.วัฒนธรรมและสภาพอากาศ : ผู้คนอยู่ในพื้นที่ที่อากาศหนาวมักมีนิสัยไม่อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายบ่อย ๆ จนส่งผลให้เกิดกลิ่นตัวได้ นอกจากนั้นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนบางประเทศ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาความสะอาด โดยไม่ได้ซีเรียสกับการอาบน้ำเป็นประจำ หรือการดูแลความสะอาดร่างกาย ก็ส่งผลทำให้มีกลิ่นตัวที่แรงได้

สาเหตุของการเกิดกลิ่นตัว

ผิวหนังของมนุษย์จะประกอบไปด้วยต่อมเหงื่อที่สำคัญ 2 ต่อม คือ ต่อมเอกไครน์ และต่อมอะโพไครน์ ซึ่งแต่ละต่อมจะมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป

– ต่อมเอกไครน์ (Eccrine Gland) เป็นต่อมที่อยู่บนผิวหนัง มีหน้าที่ผลิตเหงื่อเพื่อคลายความร้อนในร่างกายเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น โดยส่วนประกอบหลักในเหงื่อจะมีน้ำและเกลือ เมื่ออุณหภูมิในร่างกายเย็นตัวลงและจะระเหยออกไป

– ต่อมอะโพไครน์ (Apocrine Gland) เป็นต่อมที่อยู่ในบริเวณที่มีขนขึ้นมาก เช่น รักแร้ หรือขาหนีบ จะผลิตของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมออกมาเมื่อมีร่างกายเครียด และเมื่อสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังจะทำให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว เช่น ในเพศชายในช่วงเข้าสู่วัยรุ่นมีแนวโน้มที่จะมีเหงื่อออกมากและทำให้เกิดกลิ่นตัวได้มากกว่าเพศหญิง การมีน้ำหนักตัวเกิน การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรงหรืออาหารที่มีรสเผ็ด การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาภาวะซึมเศร้า ภาวะร่างกายหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีภาวะสุขภาพบางอย่าง ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกลิ่นตัวที่แตกต่างกันออกไปได้ เช่น หากกลิ่นตัวคล้ายกลิ่นผลไม้จะเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน หรือกลิ่นคล้ายสารฟอกขาวอาจเป็นสัญญาณของโรคตับหรือโรคไต เป็นต้น

วิธีการป้องกันและกำจัดกลิ่นตัว

การมีเหงื่อออกมากและเกิดกลิ่นตัวเป็นปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ไม่มีใครอยากเป็นแน่นอน เพราะส่วนใหญ่แล้วก็ชอบตัวหอม ๆ กันทั้งนั้น การมีกลิ่นตัวนั้นจะส่งผลต่อความมั่นใจ โดยปกติกลิ่นตัวสามารถแก้ไขได้ด้วยการกำจัดแบคทีเรียบนผิวหนังที่เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดกลิ่นตัว โดยเฉพาะที่บริเวณรักแร้ให้สะอาดและไม่เปียกชื้น รวมถึงสามารถปฏิบัติได้ตามแนวทางดังนี้

อาบน้ำวันละ 2 ครั้ง ควรอาบน้ำให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อน จึงทำให้มีเหงื่อไคลมากและจะต้องอาบให้สะอาดอย่างทั่วถึงทุกซอกทุกมุมในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจุดอับชื้นหรือตามข้อพับ และใช้สครับรักแร้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง วิธีนี้เป็นเรื่องง่ายและทำได้เลย และได้ผลดีมากที่สุด แต่หลาย ๆ คนกลับละเลยเรื่องนี้ โดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่ชอบเล่นกีฬาช่วงเย็น ก็ควรจะอาบน้ำหลังเล่นกีฬาเพื่อเป็นการล้างเหงื่อไคล

ดูแลความสะอาดของรักแร้ รักแร้เป็นอวัยวะที่มีต่อมอะโพไครน์เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว ควรอาบน้ำและทำความสะอาดเป็นพิเศษในบริเวณรักแร้ให้สะอาดโดยใช้สบู่ หรือผลิตภัณฑ์อาบน้ำที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงการกำจัดขนบริเวณใต้รักแร้เป็นประจำ เพื่อทำให้เหงื่อระเหยได้ไวขึ้น ลดการสัมผัสกับเชื้อแบคทีเรีย และควรดูแลใต้วงแขนให้แห้งจะช่วยลดการเกิดกลิ่นตัวได้

สารระงับเหงื่อ (Antiperspirant) ที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมคลอไรด์ (Aluminium Chloride) เพื่อลดการผลิตเหงื่อ โดยทาที่รักแร้เป็นประจำทุกคืนในช่วงก่อนเข้านอนแล้วล้างออกในตอนเช้า หากปริมาณเหงื่อลดลงอาจปรับการใช้งานเป็นวันเว้นวัน หรือ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่างกายจะมีต่อมเหงื่อด้วยกัน 2 ต่อม ได้แก่ ต่อม eccrine ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อชนิดที่ไม่มีกลิ่น มักจะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ต่อมชนิดนี้จะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะใส เมื่อทำกิจกรรมหนัก ๆ หรืออยู่ในภาวะอากาศร้อนเหงื่อชนิดนี้ก็จะถูกขับออกมา เพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิร่างกายไม่ให้ร้อนจนเกินไป และต่อม apocrine ซึ่งเป็นต่อมเหงื่อที่มีกลิ่น ซึ่งจะกระจายตัวไปและพบอยู่บางแห่งของร่างกาย ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะจะพบได้มากที่สุด รองลงมาคือตามรักแร้ ขาหนีบ ก้น และแผ่นหลัง

เหงื่อชนิดนี้จะมีลักษณะเหนียวใสคล้ายขี้ผึ้ง มีส่วนผสมของไขมันอยู่มาก นั่นทำให้เวลาเหงื่อชนิดนี้ออกมาก็จะเกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ (ร่างกายของเพศชายจะมีต่อมเหงื่อน้อยกว่าของเพศหญิง แต่ต่อมเหงื่อในเพศชายจะขับเหงื่อออกมาได้มากกว่าต่อมเหงื่อของเพศหญิง)

ยาดับกลิ่นตัว (Deodorant) จะช่วยระงับกลิ่นตัว แต่ไม่สามารถลดการผลิตเหงื่อได้ ยาระงับกลิ่นตัวส่วนใหญ่จะมีแอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งจะปรับสภาพผิวให้มีความเป็นกรดมากขึ้น ช่วยลดการเกิดปฏิกิริยากับแบคทีเรียมีผลให้กลิ่นตัวลดลง หรือยาระงับกลิ่นตัวที่มีส่วนผสมของน้ำหอมจะช่วยให้ร่างกายมีกลิ่นหอมแทนกลิ่นเหงื่อนั่นเอง

สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด หมั่นทำความสะอาดเสื้อผ้าเป็นประจำ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำติดต่อกัน เปลี่ยนชุดหลังออกกำลังกายเสร็จหรือหลังจากทำกิจกรรมที่มีเหงื่อออกมาก รวมถึงเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติช่วยระบายอากาศได้ดี เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน หรือผ้าไหม ทำให้เหงื่อระเหยได้ไวขึ้น

ปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหาร ควรหลีกเลี่ยงการทานอาหารที่อุดมไปด้วยไขมัน หรืออาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หัวหอม ผงกระหรี่ หรือเนื้อแดง เพราะจะสามารถซึมออกมาทางรูขุมขน ทำให้เหงื่อมีกลิ่น และเกิดกลิ่นตัวได้ อาหารบางชนิด เช่น เครื่องเทศและอาหารที่มีสารโคลีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ไข่ พืชประเภทฝักถั่ว กระเทียม หัวหอม เต้าเจี้ยว ผักชี แกงกะหรี่ แฮม ปลาทูน่า ฯลฯ รวมไปถึงอาหารที่มีรสจัดก็ล้วนต้นเหตุให้เกิดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้ เพราะทำให้ต่อมเหงื่อขับไขมันออกมากกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณใต้วงแขน

อีกทั้งยังก่อให้เกิดสารตกค้างในลำไส้ ทำให้เหงื่อมีกลิ่นเฉพาะตัวได้อีกด้วย ซึ่งคนที่รับประทานอาหารจำพวกนี้เยอะก็จะมีกลิ่นตัวแรงมากเป็นพิเศษ เช่น คนแขกหรือคนอินเดียที่นิยมรับประทานเครื่องเทศและแกงกะหรี่ เพราะเป็นอาหารพื้นเมือง

ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ (Hydrogen Peroxide) ความเข้มข้น 3% ผสมน้ำ 1 ถ้วยแล้วเช็ดในบริเวณที่มีกลิ่นตัว เช่น รักแร้ หรือขาหนีบ เพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว

ปรึกษาแพทย์ หากพบว่ามีเหงื่อหรือกลิ่นตัวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันและไม่สามารถจัดการได้แล้ว หรือพบว่ามีเหงื่อออกมากผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติในร่างกายที่เรียกว่าภาวะหลั่งเหงื่อมาก (Hyperhidrosis) หรือเป็นผลมาจากการใช้ยาบางชนิด หรือเกิดจากโรคประจำตัว ควรเข้ารับการปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป