การดูแลรักษาและวิธีการป้องกันกระเนื้อ

กระเนื้อ (Seborrheic Keratosis)

เป็นก้อนเนื้อชนิดที่ไม่ใช่มะเร็ง จะมีลักษณะเป็นติ่งเนื้อขนาดเล็กคล้ายหูดนูนขึ้นมาจากผิวหนัง ส่วนใหญ่พบได้ตามใบหน้า หน้าอก ไหล่ และหลัง ไม่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและไม่จำเป็นต้องรักษา ยกเว้นในผู้ที่มีกังวลเรื่องความสวยงาม กระเนื้อพบได้มากในวัยกลางคนและผู้สูงอายุมากกว่าผู้ที่มีอายุน้อย

อาการของกระเนื้อ

ลักษณะและอาการของกระเนื้อที่พบ สังเกตได้จากการที่มีก้อนเนื้อรูปร่างทรงกลมหรือคล้ายวงรีเล็ก ๆ แปะติดอยู่กับผิวหนัง โดยขนาดของกระเนื้อส่วนมากมีขนาดเล็กมากไปจนถึงประมาณ 1 นิ้ว (2.5 เซนติเมตร) กระเนื้อนั้นมีหลายสี ตั้งแต่น้ำตาลอ่อนหรือเข้มไปจนถึงสีดำพื้นผิวของกระอาจมีลักษณะเรียบมันหรือขรุขระ ค่อนข้างแบนหรือนูนขึ้นมาเพีบงเล็กน้อย พบได้บ่อยตามใบหน้า หนังศีรษะ หน้าอก ไหล่ ท้อง และหลัง ส่วนใหญ่เกิดเป็นกระจุกมากกว่าจุดเดียว แต่จะไม่พบตามฝ่ามือหรือฝ่าเท้า กระเนื้อนั้นอาจมีอาการคันหรือเกิดการระคายเคืองร่วมด้วย แต่ไม่มีอาการเจ็บปวดแต่ประการใด

กระเนื้อส่วนใหญ่ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับขนาดและบริเวณที่เกิด ไม่ควรถู ขูด หรือดึงผิวหนังบริเวณที่เกิดกระเนื้อ เพราะอาจทำให้เลือดออก เป็นแผล หรือติดเชื้อตามมา อย่างไรก็ตาม เมื่อสังเกตเห็นว่ากระเนื้อขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในเวลาเพียงไม่มาก ร่วมด้วยกับการระคายเคืองหรือเลือดออกเมื่อเสียดสีโดนกับเสื้อผ้า หรือผิวหนังบริเวณนั้นเกิดความผิดปกติตามมา เช่น รูปร่างของรอยผิดแปลกไปจากเดิม ก้อนเนื้อที่คาดว่าเป็นกระเนื้อเกิดบาดแผลถลอก มีขนาดใหญ่ขึ้น ขอบก้อนเนื้อไม่เรียบ หรือเลือดออกจากก้อนเนื้อ ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจเป็นสัญญาณของมะเร็งผิวหนัง จึงควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ

จะกลายเป็นมะเร็งหรือไม่

ดังที่กล่าวว่าแทบทุกคนจะมีโอกาศมีกระเนื้อเมื่ออายุมากขึ้น ถ้ากระเนื้อไม่ได้เกิดขึ้นจำนวนมากอย่างรวดเร็วแล้วจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็จะไม่ก่อให้เกิดความผิดปกติอื่นในร่างกาย เนื่องจากกระเนื้อมักจะมีขนาดโตขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ถ้ากระเนื้ออยู่ในบริเวณที่ถูกสัมผัสได้ง่าย หรือเรามักจะไปแกะเกาทำให้มีเลือดออกก็ขอแนะนำให้รักษาดีกว่า ในกระเนื้อที่มีสีดำมาก บางครั้งแยกยากจากมะเร็งผิวหนังบางอย่าง ในกรณีเช่นนี้ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

สาเหตุของการเกิดกระเนื้อ

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของกระเนื้อ แต่เชื่อว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเกิดมีดังนี้

  • อายุ อายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดกระเนื้อได้มากตามวัย โดยกระเนื้อพบบ่อยในผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปได้ถึง 90% และมักเกิดกับผู้ใหญ่วัยกลางคนอายุระหว่าง 30-40 ปีเช่นกัน ซึ่งอัตราการเกิดในเพศชายและหญิงเท่ากัน และไม่ค่อยพบในคนอายุน้อยกว่า 20 ปี
  • พันธุกรรม กระเนื้อาสามารถเกิดได้จากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ผู้ที่มีคนในครอบครัวเป็นกระเนื้อมักมีโอกาศเกิดกระ-เนื้อสูงกว่าคนทั่วไป
  • แสงแดด ผู้ที่ตากแดดเป็นเวลานานหรือชอบอยู่กลางแจ้งมีโอกาสเกิดกระเนื้อมากขึ้นกว่าปกติทั่วไป
  • สาเหตุอื่น ๆ เช่น เป็นโรคผิวหนัง การติดเชื้อไวรัส การกลายพันธุ์ของยีน

การวินิจฉัยกระเนื้อ

แพทย์สามารถตรวจและวินิจฉัยกระเนื้อได้ทันทีจากการสังเกตที่ผิวหนังด้วยตาเปล่า การสอบถามประวัติทางการแพทย์ และการตรวจร่างกาย แต่ในบางรายที่บอกได้ไม่ชัดเจน เนื่องจากกระเนื้อมีความคล้ายคลึงกับโรคทางผิวหนังหรือโรคมะเร็งผิวหนังหลายชนิด เช่น ชนิดเมลาโนมา (Malignant Melanoma) ชนิดเบซาลเซลล์หรือเรียกย่อว่า บีซีซี (Basal Cell Carcinoma) ชนิดสะความัส (Squamous Cell Carcinoma) ทำให้ต้องตรวจเพิ่มเติมจากวิธีอื่นควบคู่ไปด้วย คือการส่องกล้องตรวจผิวหนัง (Dermatoscopy) เพื่อดูโครงสร้างผิวหนังและความผิดปกติของเม็ดสีผิว ซึ่งวิธีนี้ยังใช้ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย นอกจากมี การเก็บตัวอย่างของผิวหนังบริเวณที่เกิดกระเนื้อ เพื่อส่งตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา โดยการส่องผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Skin Biopsy) ก็เป็นอีกวิธีที่ใช้วินิจฉัยกระเนื้อ

วิธีป้องกันการเกิดกระเนื้อ

ถ้าไม่ทราบสาเหตุการเกิดกระเนื้ออย่างแน่ชัด จะป้องกันได้ยาก เพราะกระเนื้ออาจเกิดขึ้นจากพันธุกรรม ซึ่งไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ นอกจากนั้นสามารถลดความเสี่ยงการเดิกกระเนื้อได้โดยหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด เช่น สวมเสื้อผ้าที่มิดชิดอย่างขายาว แขนยาว หรือหมวก หลีกเลี่ยงการตากแดดในช่วงที่แดดแรง และทาครีมกันแดดที่มี SPF 50 เป็นอย่างน้อยและเป็นประจำ

การรักษากระเนื้อ

กระเนื้อไม่จำเป็นต้องรักษา เพราะไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ยกเว้นผู้ป่วยต้องการกำจัดกระเนื้อออกด้วยเหตุผลด้านความสวยงาม หรือผิวหนังบริเวณนั้นส่งผลกระทบกับการใช้ชีวิต เช่น เกิดการระคายเคืองหรือเลือดออกเมื่อเสียดสีกับเสื้อผ้า ในกรณีที่แพทย์ไม่ต้องการส่งชิ้นเนื้อตรวจทางพยาธิวิทยาและต้องการกำจัดกระเนื้อออก การรักษาสามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีร่วมกัน

วิธีรักษามีหลายวิธี คือ

  1. การจี้ไฟฟ้า (Electrocautery) แพทย์จะทายาชาเฉพาะที่ฉีดบริเวณรอยโรค ก่อนใช้เครื่องจี้ไฟฟ้ากับผิวหนังบริเวณที่เกิดกระเนื้อ แพทย์อาจใช้วิธีนี้เพียงวิธีเดียวหรือทำควบคู่กับการขูดเอาเนื้อเยื่อออก วิธีนี้จะมีแผลตื้น ๆ ซึ่งแผลจะไปหายภายใน 1 สัปดาห์ หากทำไม่ถูกวิธีหรือรักษาโดยแพทย์ที่ไม่ชำนาญอาจก่อให้เกิดรอยแผลเป็นตามมา
  2. การขูดเอาเนื้อเยื่อที่เป็นกระเนื้อออก โดยใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Curettage เพื่อให้ผิวหนังบริเวณเป็นกระนั้นบางหรือเรียบลง โดยอาจใช้ควบคู่กับวิธีการผ่าตัดด้วยความเย็นจัด หรือการจี้ด้วยไฟฟ้า
  3. การจี้ด้วยสารเคมี (Focal Chemical Peel) เช่น กรดไตรคลอโรอะซิติก (Trichloroacetic Acid) วิธีนี้ไม่ต้องใช้ยาชา แต่จะมีอาการแสบบริเวณที่จี้ การจี้แบบนี้จะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้นตายและหลุดออก ข้อเสีย คือ ถ้ากระเนื้อหนามากอาจหลุดไม่หมด หรือต้องจี้หลายครั้ง แต่หากต้องการส่งตรวจตัวอย่างจากกระเนื้อ แพทย์จะทำการตัดก้อนกระเนื้อออกด้วยมีดผ่าตัดหรือมีดโกนผ่าตัด โดยการรักษากระเนื้อจะเน้นการปรับสีผิวที่เข้มกว่าผิวปกติหรือกำจัดเม็ดสีผิวให้น้อยลง ซึ่งทุกวิธีล้วนมีข้อดีและข้อเสีย ก่อนการรักษาจึงควรปรึกษาแพทย์ถึงผลที่ตามมา อย่างไรก็ตาม หลังการรักษาก็อาจมีโอกาสเกิดกระเนื้อขึ้นในส่วนอื่นของร่างกาย แต่มักไม่ค่อยกลับมาเป็นซ้ำในจุดเดิม
  4. การรักษาด้วยเลเซอร์ (Ablative Laser Surgery) ซึ่งมีเลเซอร์อยู่หลายชนิดที่ช่วยให้กระเลือนลงได้ และหลังจากการทำเลเซอร์รักษากระเนื้ออาจมีแผลเล็ก ๆ เกิดขึ้นและแผลนั้นจะตกสะเก็ดไปในไม่ช้า ควรดูแลตัวเองอย่างดีหลังการรักษาโดยแผลต้องสะอาดอยู่เสมอ
  5. การจี้ด้วยไนโตรเจนเหลว วิธีนี้จะทำให้เกิดตุ่มน้ำพองขึ้นใต้รอยโรค หลังจากนี้จะแห้งเป็นสะเก็ดแล้วหลุดไปใน 2-3 สัปดาห์ ข้อเสียคือบางครั้งอาจเกิดรอยดำหรือขาวหรือแผลเป็นบริเวณรอยโรค สำหรับรอยดำหรือขาวที่เกิดจะจางไปได้ตามเวลา

ภาวะแทรกซ้อนของกระเนื้อ

กระเนื้อเป็นเนื้องอกผิวหนังส่วนมากเป็นชนิดที่ไม่ร้ายแรง แต่กระเนื้อส่วนมากจะส่งผลต่อรูปลักษณ์ภายนอก ยิ่งถ้าเกิดขึ้นในบริเวณที่มองเห็นได้ง่ายเช่นใบหน้าหรือลำคอ โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นกับสาวๆแล้วนั้น จะทำให้เกิดความวิตกกังวล อับอาย หรือเครียด บางรายอาจเกิดการระคายเคือง บวมอักเสบ ผิวแตกจนเป็นแผล มีเลือดออก รู้สึกไม่สบายตัว อาจมาจากตัวโรคเองหรือเป็นผลข้างเคียงหลังจากการรักษา

อย่างไรก็ตาม กระเนื้อที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากจนมีลักษณะคล้ายผื่นในบางกรณีอาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งผิวหนัง เนื้องอกชนิดอะดีโนคาซิโนมาในทางเดินอาหาร (Gastric Adenocarcinoma) หรือกลุ่มอาการที่เป็นผลจากโรคมะเร็ง (Paraneoplastic Syndrome) แต่พบได้น้อย จึงจำเป็นต้องวินิจฉัยแยกโรคให้ออกจากกัน เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี