ครีมรักษาฝ้า ควรเลือกซื้ออย่างไร ต้องดูอะไรบ้าง

ฝ้า

ฝ้า (Melasma) ฝ้าเป็นปัญหาผิวพรรณที่พบได้มากในผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงเอเชียที่มีผิวคล้ำในและอยู่ช่วงวัยกลางคน แม้การเป็นฝ้านั้นไม่ได้อยู่ในภาวะอันตรายและไม่ได้เป็นโรค แต่ทำให้สาว ๆ ทั้งหลายต่างหมดความมั่นใจได้ และก่อให้เกิดปัญหาทางสุขภาพจิตได้ สาว ๆ ส่วนใหญ่ย่อมอยากจะมีหน้าที่ใสไร้ฝ้าอยู่แล้วจึงใช้วิธีซื้อครีมหรือผลิตภัณฑ์ที่มีการโฆษณาว่ารักษาฝ้าได้มาใช้โดยอาจไม่ได้คำนึงถึงอันตรายที่อาจมากับครีมได้ หรือเรียกอีกอย่างว่าการลองผิดลองถูกไปเรื่อย ๆ

การใช้ครีมทารักษาฝ้าอาจเป็นเวลานานกว่าฝ้าจะจางลงและผลสุดท้ายก็กลับมาเป็นซ้ำอีก ดังนั้นควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาฝ้าอย่างถูกวิธีและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ลดฝ้าที่ถูกต้อง ไม่เป็นอันตรายจะช่วยทำให้ฝ้าของสาวส ๆ นั้นจางลงและผิวหน้ากลับมาสู่สภาพใกล้เคียงปกติได้อย่างถาวรโดยไม่ต้องเสียเวลาลองผิดลองถูกอีกต่อไป

วิธีรักษาฝ้า

ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีรักษาฝ้าให้หายขาดได้ และฝ้าสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากถูกกระตุ้นด้วยปัจจัยบางอย่างเช่นแสงแดดและยาหรือฮอร์โมน ซึ่งวิธีการรักษาฝ้าที่แพทย์ผิวหนังใช้ก็คือการควบคุมให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานน้อยลงด้วยวิธีการต่าง ๆ และอาจต้องใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกันเพื่อให้การรักษามีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะของฝ้าด้วย เราจึงมีวิธีการรักษาฝ้าและการเลือกซื้อครีมที่ถูกต้องมาฝากสาว ๆ กัน

การรักษาฝ้าด้วยยาทาหรือผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่ง

เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีกับฝ้าตื้นมากกว่าฝ้าลึก และเป็นการรักษามาตรฐานที่ได้ผลดีและปลอดภัย แต่อาจเห็นผลได้ช้ากว่าวิธีอื่น ๆ สารบางตัวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงถ้าใช้ไม่ถูกวิธีหรือใช้ผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าที่แอบใส่สารอันตรายความเข้มข้นสูงเพื่อให้เห็นผลเร็ว โดยปกติแล้วการรักษาวิธีนี้จะเริ่มเห็นผลว่าฝ้าดูจางลงใน 1-2 เดือน ถ้าใช้ต่อเนื่องเกิน 6 เดือนก็จะเห็นผลอย่างชัดเจน แต่สำหรับฝ้าลึกนั้นจะค่อนข้างรักษาได้ยากหากทาครีมรักษาเพียงอย่างเดียว ต้องใช้วิธีการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย โดยยาทาที่นิยมใช้กันก็ได้แก่

  • ยาทากลุ่มไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) เป็นยาที่แพทย์นิยมใช้ในวิธีรักษาฝ้าให้หายขาด เพราะสามารถช่วยลดการสร้างเม็ดสีและทำลายเม็ดสีบางส่วนที่อยู่ใต้ผิวหนังได้ แต่ยานี้ก็มีผลข้างเคียงสูง เพราะมักทำให้เกิดการระคายเคือง ผิวลอกเป็นขุย ๆ เกิดอาการแสบร้อน บวม แดง ได้ การใช้ยาชนิดนี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพราะหากใช้ยาที่มีความเข้มข้นมากเกินไปหรือใช้เป็นเวลานานจะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง สีผิวบริเวณนั้นเข้มขึ้น หรือเกิดฝ้าถาวรที่รักษาไม่หายได้

  • ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอ (Retinoic Acid) ยาชนิดนี้ช่วยเร่งการหลุดลอกของเซลล์ผิวชั้นบน จึงช่วยให้รอยฝ้าดูจางลงได้ แต่ยารักษาฝ้านี้เป็นยาที่ต้องใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 24 สัปดาห์ขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นผล ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดระหว่างใช้ เพราะอาจทำให้ผิวหนังไวต่อแสง และทำให้เกิดการระคายเคืองมากขึ้น ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ คือ ผิวหนังแดง เกิดผื่นที่ผิวหนัง ผิวหนังอักเสบ แห้ง ลอก แสบร้อน อาจมีผิวมีสีเข้มขึ้นหรือซีดลง

  • ยาทาผสมไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ และสารสเตียรอยด์ (Kligman’s Formula) เป็นตัวยาอีกตัวที่แพทย์นิยมใช้ เนื่องจากสะดวกต่อการใช้ และมีสเตียรอยด์อ่อน ๆ ช่วยลดการระคายเคืองจากสารไฮโดรควิโนนและกรดวิตามินเอ ไม่ควรใช้วิธีรักษาฝ้านี้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานเพราะอาจทำให้เกิดฝ้าจากสเตียรอยด์หรือเกิดฝ้าถาวรจากไฮโดรควิโนนได้ ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆที่พบได้บ่อยคือ อาการแดง คัน ระคายเคือง ผิวแห้ง ลอก ผิวมีสีเข้มขึ้นหรือซีดลง สิว ฯลฯ เพราะฉะนั้นการใช้ยานี้จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน

  • ยาทากลุ่มอะเซเลอิก (Azelaic Acid) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพในลดการสร้างเม็ดสีได้ดีเหมือนกับยาทาไฮโดรควิโนน ช่วงแรกของการใช้ยานี้อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหรือแสบร้อนบริเวณผิวหนังได้ จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวังหรืออยู่ในการดูแลของแพทย์

  • การลดเลือนและรักษาฝ้าแดดด้วยผลิตภัณฑ์กลุ่มสารไวท์เทนนิ่งทั่วไป (Whitening Agents) เช่น สารสกัดจากชะเอมเทศ, อาร์บูติน,วิตามินซี, กรดโคจิก, สารสกัดจากถั่วเหลือง เป็นต้น เป็นการรักษาฝ้าที่ปลอดภัยที่สุดและถูกวิธี เนื่องจากเป็นสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองได้น้อยมาก ๆ เมื่อเทียบกับตัวอื่น แม้จะได้ผลช้ากว่าแต่ก็ได้ผลค่อนข้างดีในระยะยาว ทำให้ฝ้ารวมถึงฝ้าแดดจางลงและผิวกระจ่างขึ้น จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีในการลดเลือนและรักษาฝ้าให้หายขาด

  • การลดเลือนฝ้าแดดด้วยสารไวท์เทนนิ่งลูมินัส630 (LUMINOUS630) สารชนิดนี้เป็นสารไวท์เทนนิ่งตัวใหม่ที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง สารชนิดนี้นั้นช่วยลดฝ้าแดดและจุดด่างดำจากแดดได้อย่างดีและรวดเร็วภายใน 4 สัปดาห์ สำหรับฝ้าแดดและจุดด่างดำฝึงลึกที่สะสมมานานนับสิบปีก็จางลงด้วยภายใน 8 สัปดาห์ จึงนับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกและความหวังใหม่ของการลดเลือดฝ้าแดดที่ดี

เลือกซื้อครีมรักษาฝ้ายังไงให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย เห็นผลจริง

  • ปราศจากสารปรอท

ร่างกายของคนเรานั้นสามารถดูดซับสารปรอทได้ทางผิวหนังอย่างรวดเร็วมาก สารปรอทจะทำหน้าที่ยับยั้งการสร้างเมลานินและทำให้ผิวขาวขึ้นได้ แต่ก็ต้องบอกว่าสารปรอทนั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างมากต้องใช้โดยแพทย์ควบคุม ๆ เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นอันตรายต่อผิวหน้า ทำให้หน้าบวม มีสิว หรือหากใครมีอาการหนักก็อาจจะทำให้เกิดอาการทางร่างกายได้เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายเป็นเลือด ไตวาย และอาจมีภาวะเลือดจางได้อีกด้วย หาก สาว ๆ พบครีมรักษาฝ้าที่อวดอ้างสรรพคุณว่าทำให้ผิวขาวเร็วทันใจและฝ้าหายไวภายใน  1 สัปดาห์ ก็อาจจะมีสารปรอทผสมอยู่อย่างแน่นอน

  • ไม่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนน

สารชนิดนี้สามารถใช้ได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์กำหนดเท่านั้น  ตัวนี้เป็นสารที่ใช้ยับยั้งการสร้างเมลานินในผิว ครีมรักษาฝ้าบางตัวที่มีการผสมสารไฮโดรควิโนนนั้นอาจจะใส่มากเกินไป แม้จะมีผลดีตรงที่ฝ้าจางลงในตอนแรก แต่เมื่อหยุดใช้ ฝ้าก็จะกลับมาเหมือนเดิม บางรายอาจทำให้ผิวไหม้และไม่สามารถโดนแสงแดดได้อีกด้วยก็มีเช่นกัน

  • ไร้สารสเตียรอยด

สามารถใช้ได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่แพทย์กำหนดเท่านั้น     ต้องบอกว่าสารสเตียรอยด์นั้นทำให้ผิวแพ้ง่ายอีกด้วย แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผิวขาวไว และเมื่อใช้ไปในปริมาณมาก ๆ ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้ โดยผิวจะบางมากขึ้น เกิดผิวลาย และอาจมีสิวตุ่มขึ้นทั่วใบหน้า

  • เลือกครีมที่มีกรด AHA

AHA หรือกรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) คือสารสกัดจากธรรมชาติที่มีฤทธิ์เป็นกรด มีสรรพคุณช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่หมองคล้ำให้หลุดลอกออกมาและทำให้รอยฝ้าต่าง ๆ จางลง ซึ่งสาวๆ คนไหนที่มีอาการแพ้กรด AHA ก็ควรเลี่ยงการเลือกใช้กรดชนิดนี้

สำหรับใครที่กำลังมองหาและเลือกครีมรักษาฝ้าให้เหมาะกับตัวเองก็สามารถที่จะเอาเทคนิคดี ๆ ข้างต้นไปใช้ในการเลือกครีมให้เข้ากับผิวของตัวเอง ช่วยลดอาการแพ้ และลดการเกิดอาการข้างเคียงจากสารเคมีในครีมได้ดีอีกด้วย เพียงเท่านี้สาว ๆ ก็จะได้ผิวกระจ่างใสที่คุณรักกลับคืนมาดังเดิม และยังได้ความมั่นใจกลับมาอีกด้วย