ความแตกต่างระหว่างฝ้า กระ ที่สาว ๆ ต้องรู้

เมื่อไรที่สาว ๆ ส่องกระจก นอกจากสิวแล้วก็ยังมีฝ้า กระ ที่คอยมากวนใจผิวสวย ๆ ของสาว ๆ มาดูกันว่าฝ้าและกระคืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร

ฝ้า กระ คืออะไร

กระ จะมีลักษณะเป็นจุดเล็ก ๆ มีสีน้ำตาลอ่อนหรืออาจจะเข้มกว่าสีผิวปกติ โดยจะขึ้นกระจายอยู่ทั่วไปตามผิวหน้า โดยกระก็จะแบ่งได้ 2 แบบ คือ กระธรรมดา และ กระเนื้อ  ซึ่งกระธรรมดา คือ  กระที่ขึ้นแค่ชั้นบนของผิวหรือชั้นหนังกำพร้า เช่น กระเด็กหรือกระแดด ส่วนกระชนิดที่ไม่ปกติธรรมดาก็คือ กระเนื้อที่มีลักษณะเป็นสีเข้มๆ มีเนื้อนูนขึ้นมาจากผิวหนังมาก พบได้เมื่อมีอายุที่มากขึ้น แต่จริงๆแล้วกระชนิดนี้อันที่จริงไม่ใช่กระหรอก หากแต่เป็นเซลล์ผิวหนังที่เกิดการแบ่งตัวออกไปผิดรูปอีกแบบหนึ่ง โดยอาจก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้ ถ้าหากมีขนาดที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ร่วมกับมีเลือดออกซ้ำ ๆ บ่อย ๆ แนะนำว่าหากพบกระในลักษณะดังกล่าว และมีอาการขยายตัวออกเรื่อย ๆ ให้รีบพบแพทย์ผิวหนังด่วน

ฝ้า จะมีลักษณะที่เป็นรอยปื้น ๆ ใหญ่ ๆ มีสีน้ำตาลเข้มกว่าสีผิวปกติของเรา โดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งฝ้าออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดตื้นและชนิดลึก

สำหรับความแตกต่างของฝ้าทั้ง 2 ชนิดนี้คือ ระดับความลึกของเม็ดสีชนิดลึก เพราะเม็ดสีที่มีความผิดปกติจะอยู่ที่ชั้นหนังแท้เรียกฝ้าชนิดลึก ส่วนฝ้าชนิดตื้นนั้นจะมีอยู่แค่ตรงชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น และความเข้มของเม็ดสีก็ยังมีน้อยกว่าฝ้าชนิดลึกอย่างมากอีกด้วย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดกระและฝ้า

นับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของผิวที่จะเกิดกระหรือฝ้าขึ้นบนใบหน้า แต่ในบางคนอาจจะขึ้นมากหรือน้อยนั้นก็แตกต่างกันไป โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดตกกระหรือฝ้าขึ้น ก็มาจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่อยู่ใต้ผิวหนังหรือที่เรียกว่า เมลานิน มีการผลิตเม็ดสีขึ้นอย่างไม่ปกติสม่ำเสมอ จนทำให้ผิวหนังบางร่วมกับมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆ สีน้ำตาล ขึ้นกระจายตัวอยู่ทั่วไปบนใบหน้า และนอกจากผิวหน้าแล้ว กระและฝ้ายังสามารถขึ้นได้ทั่วบริเวณของร่างกาย ทั้งบริเวณเนินอก หรือผิวที่แขน โดยปัจจัยแวดล้อมหลักๆที่มีผลให้เม็ดสีเมลานิน ผลิตได้ไม่ปกติ และเป็นการกระตุ้นการเกิดกระ คือ

  • รังสี UV เป็นสาเหตุกระตุ้นให้เมลานินผลิตเม็ดสีผิวออกมาเพิ่มมากขึ้น
  • ปัจจัยทางฮอร์โมน เช่น การตั้งครรภ์ การทานยาคุมกำเนิด จะมีผลต่อการเข้มขึ้นของฝ้ามากกว่า
  • สำหรับทางการแพทย์ก็ยังเชื่ออีกด้วยว่า การเกิดกระยังสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วยเช่นกัน เช่น กระที่มักขึ้นบนผิวหน้าเด็กฝรั่ง เป็นต้น

ฝ้า กระ แบบไหนรักษาง่ายกว่า

อีกเรื่องที่สาว ๆ อาจจะเคยสงสัยว่า ฝ้าและกระหากเป็นแล้วจะติดตัวไปตลอดหรือไม่ รักษาหายไหมแบบไหนรักษายากกว่ากัน เรานำคำตอบมาให้แล้ว “ฝ้า” จะเป็นภาวะที่ตอบสนองไม่ดีนักต่อการรักษาโดยการใช้เลเซอร์ โดยเฉพาะในคนที่มีผิวค่อนข้างคล้ำและเป็นฝ้าลึก การรักษาโดยเลเซอร์มักจะทำเป็นการรักษาเสริม รวมถึงการผลัดเซลล์ผิว โดยใช้กรดหรือเครื่องกรอ แต่การรักษาหลักของฝ้าจะเน้นไปที่การใช้ยาทาลดเม็ดสี รวมถึงการหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ฝ้าเข้มขึ้น ได้แก่ แสงแดด ฮอร์โมน โดยเคร่งครัด แต่สำหรับ “กระ” กระแดดและกระตื้นสามารถใช้กลุ่มเลเซอร์สำหรับเม็ดสี หรือเครื่อง IPL ยิงให้ผิวที่มีเม็ดสีค่อย ๆ ผลัดออกมาเป็นสะเก็ดได้ ส่วนกระลึกใช้เลเซอร์สำหรับเม็ดสี ยิงในระดับลึกช่วยให้จางลงได้ ควรใช้ยาทาลดเม็ดสีและยากันแดดอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

ฝ้ารักษาไม่หาย แต่กระอาจจะหายได้

ฝ้ามักจะไม่หายขาด การรักษาอาจจะทำให้จางลงได้ในระดับหนึ่ง แต่สามารถเข้มขึ้นได้อีกเช่นกัน ส่วนกระอาจจะหายจากการรักษาได้ แต่การกลับเป็นใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะกระตื้นที่เป็นตั้งแต่อายุน้อยในคนที่มีผิวขาว (freckles) เพราะฉะนั้นการใช้ยาทาลดเม็ดสีที่เหมาะสม และการป้องกันตนเองจากแสงแดดอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญในทุกกรณี

 5 วิธีรักษากระ

เนื่องจากทุกวันนี้การหลีกเลี่ยงแสงยูวีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ง่ายเลย และแสงแดดบ้ารเราก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ หากสาว ๆ เกิดกระบนใบหน้า และกังวลใจวาจะทำลายผิวสวย ๆ เรามีงวิธีการรักษากระมาให้ลองทำตามกัน

  1. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับผู้ที่มีแนวโน้มจะเกิดกระได้ง่าย คุณต้องเริ่มจากการป้องกันและตัดปัจจัยเสี่ยงทุกอย่าง ด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดให้มากที่สุด หรือหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดในช่วงเวลา 11.00 – 14.00 ของวันเพราะจะเป็นช่วงเวลาที่แสงแดดนั้นแรงและทำลายผิวเรามากที่สุด แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ควรมีตัวช่วยในการเผชิญกับที่ร้อนแรง โดยการทาครีมกันแดดที่สามารถช่วยป้องกันรังสี UVA และ UVB และมีค่า SPF30 PA+++ ขึ้นไป (ถ้าจำเป็นต้องตากแดดเกือบทั้งวัน ก็ควรทาครีมกันแดดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หรือทุก ๆ 2 ชั้วโมง ทั้งนี้ก็เพื่อให้มั่นใจว่าครีมกันแดดยังมีปริมาณเพียงพอต่อการป้องกันแสงแดด) รวมไปถึงยาคุมกำเนิดที่เราทานเข้าไปก็มีผลต่อการเกิดกระและฝ้าได้เช่นกัน ดังนั้นหากคุณต้องการคุมกำเนิดก็อาจจะหันมาเลือกใช้ยาคุมกำเนิดแบบแปะปลาสเตอร์แทน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติมอีกที
  2. เลือกใช้ครีมบำรุง นอกจากการป้องกันด้วยการหลีกเลี่ยงแสงแดดแล้ว การใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการเกิดเม็ดสีเมลานิน อย่างครีมพวกไวท์เทนนิ่ง หรือครีมลดกระยี่ห้อต่าง ๆ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการเกิดกระใหม่ ๆ และไม่ทำให้กระที่มีอยู่เดิมมีขนาดใหญ่ขึ้นได้
  3. ลดกระด้วย AHA (กรดผลไม้) เพื่อผลัดเซลล์ผิว AHA สามารถช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าและช่วยผลักดันให้เซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทนที่ได้ และนอกจากจะช่วยกำจัดเซลล์ผิวเก่าออกไปแล้ว เม็ดสีเมลานินก็จะถูกกำจัดออกไปด้วยเช่นกัน วิธีนี้แม้จะเป็นวิธีที่ได้ผลช้า แต่ก็นับว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยและทำให้รอยกระของคุณจางลงได้จริง ส่วนกรดวิตามินเอก็สามารถช่วยเร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้ามีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้นเช่นกัน
  4. รักษาด้วยไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) ตัวยาชนิดนี้สามารถให้ผลดีและทำให้กระของคุณจางลงได้เร็วมาก เพราะมันสามารถเข้าไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินได้นั่นเอง แต่มันก็มีผลข้างเคียงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดคือ มันอาจทำให้กระและฝ้าคล้ำลงเมื่อเจอแสงแดดหากคุณไม่ได้ป้องกัน ที่สำคัญสารชนิดนี้อาจเข้าไปเปลี่ยนโครงสร้างเนื้อเยื่อให้อ่อนแอลง จนเสี่ยงต่อการเป็นโรคผิวหนังที่ร้ายแรงกว่า “กระ” ที่เป็นอยู่ รวมไปถึงความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทาง อย. สั่งห้ามไม่ให้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนวางขายได้ทั่วไป แต่แพทย์เท่านั้นที่สามารถจ่ายครีมที่มีส่วนผสมของสารไฮโดรควิโนนได้ โดยสามารถนำสารชนิดนี้มาผสมในครีมได้ไม่เกิน 2% เห็นไหมล่ะว่ามันต้องใช้อย่างระมัดระวังจริง ๆ
  5. เมโสรักษากระ (Mesotherapy) หลักการคือการใช้เข็มเล็ก ๆ ฉีดตัวยาเข้าไปในชั้นผิวตื้น ๆ เพื่อเป็นการกระจายตัวยาที่ใช้รักษากระลงสู่ชั้นเซลล์ที่มีปัญหา โดยจะฉีดลึกลงไปประมาณ 1-2 มม. ระยะห่างกันไม่เกิน 1 ซม. เฉพาะบริเวณที่มีปัญหากระและฝ้า และจะต้องทำการฉีดซ้ำทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ จะช่วยทำให้ผิวกระจ่างใส ราคาทำต่อคอร์สก็ประมาณ 1 หมื่นบาท

ตัวช่วยการรักษาฝ้า กระ มีหลากหลายวิธีทั้งทายา เลเซอร์ กินวิตามินเสริม ที่จะช่วยทำให้ฝ้า กระ ลดเลือน แต่ก็มีโอกาสที่จะกลับมาเป็นอีก ถ้าเรายังต้องเผชิญกับแสงแดดอยู่เป็นประจำ และการซื้อยามาทา หรือเลือกซื้อวิตามินรับประทานเอง อาจจะมีผลข้างเคียงในระยะยาวได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงและป้องกันตัวเองจากแสงแดดให้มากที่สุด หากเกิดกระขึ้นแล้วควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อการดูแลความงามอย่างปลอดภัย…