ดูแลและป้องกันกระแดดอย่างไร

กระแดด ( Actinic Keratosis )

กระแดด ( Actinic Keratosis )  เป็นอาการทางผิวหนังที่พบได้ทั่วไป โดยลักษณะอาการจะมีรอยตามผิวหนังบริเวณที่ได้รับแสงแดดเป็นเวลานานหรือส่วนผิวที่ไวต่อแสง อย่างเช่นหนังศีรษะ ใบหน้า ปาก คอ แขน หรือมือ และสามารถเกิดขึ้นได้ทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งบริเวณที่เกิดอาการจะมีลักษณะเป็นรอยสะเก็ด หยาบกร้าน แห้ง และอาจเปลี่ยนผิวบริเวณนั้น ๆ เป็นสีต่าง ๆ  เช่น สีน้ำตาล สีเทา หรือสีแทน เป็นต้นและหากมีการโดนแดดอยู่เป็นประจำจะมีโอกาสที่สีจะเข้มขึ้นเรื่อย ๆ โดยความผิดปกตินี้มักเกิดจากเซลล์ผิวหนังเคราติโนไซท์เจริญเติบโตผิดปกติ และหากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้ แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก

ลักษณะอาการของกระแดด

ผู้ที่เป็นกระแดดจะมีรอยบนผิวหนังตามหนังศีรษะ ใบหน้า ปาก หู คอ แขนด้านล่าง และมือ ซึ่งรอยต่าง ๆ นี้จะมีลักษณะหนา เป็นสะเก็ด หรือมีพื้นผิวที่นูนขึ้น และมักจะมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ประมาณเท่ายางลบที่ก้นดินสอ รวมทั้งอาจมีสีแตกต่างกันออกไป อย่างสีชมพู สีน้ำตาล สีแดง หรือบางครั้งก็อาจมีสีเหมือนกับผิวหนังปกติ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นรอยด้วยตาแต่จะสามารถสัมผัสได้ โดยริ้วรอยนั้นจะมีลักษณธหยาบกร้านเมื่อสัมผัสโดน รวมถึงอาจมีอาการคันร่วมด้วย นอกจากนี้ ในบางรายอาจมีริมฝีปากแห้งและแตกจากแสงแดดได้ พบมากที่บริเวณริมฝีปากล่าง

สาเหตุของการเกิดกระแดด

สาเหตุหลักของ Actinic Keratosis มาจากการสัมผัสรังสีอัลตราไวโอเลต ( UV ) จากแสงแดดหรือแสงเทียมจากเตียงอาบแดดในปริมาณมากเกินไปหรือเป็นประจำ ทำให้ใต้ผิวหนังเกิดปฎิกริยาทางเคมีโดยการทำให้สารเคมีเคราติโนไซท์ที่อยู่ในเซลล์ผิวเกิดความผิดปกติ ซึ่งสารเคมีชนิดนี้ทำหน้าที่ผลิตโปรตีนเคราตินที่ช่วยสร้างเนื้อเยื่อในเส้นผม เล็บ และผิวหนังชั้นนอก ซึ่งความผิดปกติทางเคมีดังกล่าวส่งผลให้ขนาด รูปร่าง หรือการทำงานของเคราติโนไซท์เปลี่ยนแปลงไปส่งผลให้เป็นริ้วรอย และมีสีด่างดำบนผิวหนัง ที่เราเรียกว่ากระแดดนั่นเอง

กลุ่มที่มีความเสี่ยง

กลุ่มวัยกลางคนไปจนถึงสูงวัย ( 60 ปีขึ้นไป ) ผิวหนังถูกทำลายจากแสงแดดสะสมเป็นเวลานาน

  • ผู้ที่มีผิวขาว และมีในตาสีอ่อนเช่น ฟ้า หรือ เขียว
  • ผู้ที่มีเส้นผมสีแดงหรือสีบลอนด์โดยกำเนิด
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในที่ที่แดดร้อนจัด หรือผู้ที่ตากแดดเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีอาการผิวหนังเคยไหม้มาก่อน และผู้ที่ผิวไหม้ง่ายหรือผิวบางนั่นเอง
  • ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงเนื่องจากความเจ็บป่วย ยาที่ใช้ในการปลูกถ่ายอวัยวะ การบำบัดภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อเอชพีวีหรือติดเชื้อเอดส์ การเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว หรือเคยเป็นโรคมะเร็งผิวหนังหรือกระแดดมาก่อน

การวินิจฉัย กระแดด ( Actinic Keratosis )

เมื่อแพทย์ตรวจดูตามผิวหนังเพื่อเชคอาการว่าผู้ป่วยเป็น กระแดด (Actinic Keratosis) หรือไม่ แล้วตรวจพบลักษณะที่ผิดปกติบนผิวหนังเช่น มีตุ่มนูนขึ้นมาหรือมีจุดตามผิวหนังที่เป็นมานานและไม่จางหายไป และมีลักษณะ รูปร่าง ขนาด หรือสีที่ผิดปกติ รวมทั้งสัญญาณอาการอื่น ๆ เช่น มีสิวที่เป็นไม่หาย หรือมีปัญหาผิวหนังมีเลือดออกง่าย เป็นต้น ซึ่งถ้าแพทยพบอาการที่กล่าวมาในลักษณะนี้แพทย์อาจตัดชิ้นเนื้อบริเวณนั้น ๆ ไปส่งตรวจในห้องปฏิบัติการ เพื่อดูว่าเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดสะความัสเซลล์ด้วยหรือไม่  การตัดชิ้นเนื้อเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้ทราบได้หากผู้ป่วยเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนังชนิดดังกล่าว โดยผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติทางผิวหนัง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์เป็นประจำด้วย

การป้องกันกระแดด ( Actinic Keratosis )

การหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงแดด เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันกระแดด ( Actinic Keratosis ) นอกจากจะช่วยลดการเสี่ยงต่อการเกิดกระแดดยังช่วยลดโอกาสการเกิดมะเร็งอีกด้วย โดยการหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจะช่วยป้องกันการเกิดใหม่ของกระแดด รวมทั้งการเจริญเติบโตหรือการเกิดซ้ำของรอยหรือแผ่นผิวหนังที่เป็นกระแดดได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีอีกหลายวิธีป้องกันกระแดด ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดและการอยู่กลางแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่มีแดดร้อนจัดช่วงประมาณ 00 – 14.00 น. ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยตรงควรเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางแสงแดดเป็นเวลานานจนผิวหนังไหม้ และไม่ควรอาบแดดหรือใช้เตียงทำผิวสีแทน จะดีกว่าถ้าเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานรับรองความปลอดภัยเพื่อเปลี่ยนสีผิวให้เป็นสีแทนได้
  2. ปกป้องผิวหนังด้วยเครื่องแต่งกายที่เหมาะสมหากต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนจัด ควรใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวที่มีเนื้อผ้าเป็นผ้าทอหนา หรือใส่เสื้อผ้าที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อช่วยป้องกันแสงแดดและการสวมหมวกปีกกว้างยังช่วยไม่ให้ผิวหนังถูกแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งการสวมหมวกปีกกว้างจะช่วยป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าหมวกแก๊บหรือหมวกกันแดดสำหรับใส่เล่นกอล์ฟ
  3. ทาครีมกันแดด ควรเลือกใช้ครีมที่มีค่าป้องกันแสงแดดแบบ SPF 30 ขึ้นไปและทาอย่างน้อย 30 นาที ก่อนออกไปกลางแจ้ง โดยเลือกใช้ครีมกันแดดชนิดที่ช่วยปกป้องผิวได้อย่างครอบคลุม ทั้งรังสี UVA และ UVB ซึ่งการทาครีมกันแดดเป็นประจำสามารถช่วยลดการเกิดใหม่ของกระแดดได้ ทั้งนี้ ควรทาครีมกันแดดให้ทั่วผิวหนังบริเวณที่จะต้องสัมผัสกับแสงแดด โดยควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง และทาให้บ่อยกว่าปกติเมื่อต้องว่ายน้ำหรือมีเหงื่อออก รวมถึงปกป้องริมฝีปากด้วยการทาลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของครีมกันแดดด้วย
  4. สังเกตความผิดปกติตามผิวหนังและไปพบแพทย์ ควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นตามผิวหนังและร่างกาย โดยการส่องกระจกสำรวจผิวหนังบริเวณต่าง ๆ เช่นหนังศีรษะ ใบหน้า หู คอ ด้านบนและด้านล่างของแขนหรือมือ และหมั่นสังเกตหากไฝ กระ ตุ่ม หรือปานเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือมีผิวหนังเกิดขึ้นมาใหม่ และไปพบแพทย์ทันทีหากมีความกังวลใจเกี่ยวกับอาการผิดปกติในบริเวณใดบริเวณหนึ่งบนผิวหนัง

การรักษากระแดด

วิธีการรักษากระแดดนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่ง จำนวน ขนาด หรือความรุนแรงของรอยที่ผิดปกติ บางกรณีอาจต้องใช้การรักษามากกว่า 1 วิธี ซึ่งการรักษาจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากตรวจพบความผิดปกติแต่เนิ่น ๆ และทำการรักษาตั้งแต่แรกเริ่มที่เป็น

  • การใช้ยาเฉพาะที่ แพทย์จะให้ยามาทาบริเวณที่เป็น อาจจะเป็นชนิดครีมหรือเจลก็ได้ เช่น ยาฟลูออโรยูราซิล ยาอิมิควิโมด ยาเอนจีนอลเมบูเทด ยาไดโคลฟีแนค เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยาเหล่านี้อาจทำให้ผิวหนังแดง แสบร้อน หรือเป็นเกล็ดเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ได้
  • การฉายแสงโฟโตไดนามิก (Photodynamic Therapy: PDT) โดยทาสารละลายให้ทั่วบริเวณที่เป็น จากนั้นแพทย์จะยิงเลเซอร์ความเข้มข้นสูงเพื่อเจาะจงและทำลายเซลล์ผิวหนังบริเวณที่ต้องการรักษา
  • การเลเซอร์ผิวหนัง เป็นกระบวนการรักษาทางผิวหนังที่ช่วยปรับสภาพผิวสีให้จากลงจนกลับมาเป็นปกติ หรือรักษารอยต่างๆให้กลับเป็นปกติขึ้นด้วยการใช้แสงเลเซอร์ โดยยิงแสงเลเซอร์ตรงไปยังบริเวณที่เกิดความผิดปกติ และลอกชั้นผิวหนังออกทีละชั้น
  • การจี้ด้วยไฟฟ้า โดยใช้ความร้อนจากกระแสไฟฟ้าจี้ไปที่รอยนั้น ๆ เพื่อทำให้รอยนูนบนผิวหนังที่เกิดความผิดปกติยุบลง
  • โดยการจี้เนื้อเยื่อด้วยสารเคมีหรือความร้อน เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าหรือสารเคมี ลนบริเวณรอยดังกล่าว เพื่อทำลายเซลล์ผิวหนังผิดปกติไป
  • การผ่าตัดด้วยความเย็นจัดหรือการจี้เย็น เป็นการใช้ไนโตรเจนเหลวแช่แข็งรักษาเนื้อเยื่อที่ผิดปกติ โดยการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณนั้น ซึ่งจะทำให้รอยนั้น ๆ ตกสะเก็ดและหลุดออกภายใน 2-3 วัน หลังเข้ารับการรักษา
  • การกรอผิวให้ถึงชั้นหนังแท้ คือการทำให้ผิวหนังบริเวณที่มีปัญหาแข็งตัวขึ้นและใช้เครื่องมือทางการแพทย์ชนิดพิเศษมาขัดกรอผิวหนังบริเวณที่เกิดรอยออกไป
  • การตัดก้อนเนื้อที่ผิวหนัง แพทย์อาจตัดเนื้อเยื่อรอบ ๆ ผิวหนัง หรือบริเวณใต้ผิวหนังออกไปหากสงสัยว่าผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง โดยอาจจะเย็บหรือไม่เย็บแผลก็ได้ ขึ้นอยู่กับขนาดของแผล

นอกจากนี้หลังการรักษาแพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจผิวหนังอย่างน้อย 1 ครั้ง/ปี เพื่อเฝ้าระวังสัญญาณของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง