ฝ้าแดด การดูแล รักษาและป้องกัน

หลาย ๆ คนจะรู้จักและได้ยินคำนี้กันมานานและเป็นอย่างดี แต่สาเหตุการเกิดของฝ้านั้น เกิดขึ้นได้อย่าไร หลาย ๆ คนอาจจะยังรู้กันไม่ละเอียดนัก นอกจากนี้เรายังไม่รู้อีกว่าปัญหาของฝ้าที่เราเผชิญนั้นเกิดจากอะไร ซึ่งวันนี้เราจะมาแยกประเภทของฝ้าแต่ละแบบให้ดูกันแบบชัด ๆ เพื่อให้เราสามารถรักษาฝ้าที่กวนจะนั้นได้ถูกประเภทและตรงจุด

ลักษณะของฝ้าบนใบหน้าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้

  • ฝ้าลึก (Dermal type)  ฝ้าชนิดนี้เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังแท้ใต้หนังกำพร้า มีสีน้ำตาลอ่อน สีเทา สีเทาอมฟ้า มีขอบเขตของฝ้าไม่ชัดเจน โดยส่วนมากเราจะสังเกตได้ว่าฝ้าชนิดนี้จะเนียนไปกับผิวหน้าเป็นบริเวณกว้าง
  • ฝ้าตื้น (Epidermal type)  เกิดขึ้นบริเวณชั้นหนังชั้นนอกหรือหนังกำพร้า มีสีน้ำตาลเข้มไปจนถึงสีเทาดำ และสามารถเห็นขอบเขตได้ชัดเจน
  • ฝ้าผสม (Mix type)  คือฝ้าที่มีการผสมกันระหว่างฝ้าลึก และฝ้าตื้นบนใบหน้า

นอกจากลักษณะของฝ้าที่กล่าวมาแล้วนั้น เรายังสามารถพบ “ฝ้าเลือด” หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Vascular melisma หรือ Telangiectetic melisma ฝ้าชนิดนี้เกิดจากความผิดปกติของเส้นเลือดฝอยบนผิวหน้า อันเป็นผลมาจากการใช้เครื่องสำอาง หรือยา ที่มีส่วนผสมของ ไฮโดรควินิน หรือเสตียรอยด์ มากเกินไป ส่งผลให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตกและมีเลือดกระจุกบริเวณพังผืดใต้ผิวหนังชั้นลึก โดยจะมีสีน้ำตาลแดง จัดเป็นฝ้าที่รักษายากอีกชนิดหนึ่ง ทั้งนี้ในเพศหญิงจะพบการเกิดฝ้าได้มากกว่าเพศชายถึง 80%

ฝ้าจากแสงแดด

  1. เป็นที่ทราบโดยทั่วกันว่าแสงแดดเป็นอันตรายต่อผิวและเป็นตัวการของการเกิดฝ้ารวมถึงกระด้วย รังสี UVA และ UVB ที่ส่งตรงมายังผิวหน้าของเรา โดยเฉพาะ รังสี UVA ที่มีความยาวคลื่นมากกว่า UVB จึงส่งผลไปถึงชั้นผิวที่ลึกกว่า ทำให้เกิด ฝ้าแดด และกระได้ในเวลาเดียวกัน การเกิดฝ้าแดดจะมากหรือน้อย เข้มขึ้นหรือจางลงนั้นขึ้นอยู่กับ ปริมาณแสงแดดที่ได้รับ และการผลิตเม็ดสีผิว (Melamine pigment) จากเซลล์เม็ดสีผิวใต้ผิวหนัง (Melanocytes) ซึ่งผลที่ได้ในแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน เนื่องจากเม็ดสีผิวของเรามีหน้าที่กรองรังสีจากแสงแดด เมื่อเราได้รับแสงแดดมากเม็ดสีจึงผลิตมากขึ้นด้วย
  2. วิธีป้องกันฝ้าแดดได้ดีที่สุดคือ หลีกเลี่ยงการเจอแสงแดดจัด ๆ หากเลี่ยงไม่ได้ให้สวมเครื่องป้องกันแสงแดดเช่น ร่วม หมวก หรือทาครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของ SPF 30 ขึ้นไปเพื่อป้องกันรังสี UVB และค่าป้องกันมากกว่า +2 หรือ ++ ขึ้นไป เพื่อป้องกันค่า UVA
  3. ฝ้าจากการแพ้เครื่องสำอาง ทำให้ผิวหน้าเกิดผื่นแดงหรือตุ่มเล็กเป็นวงกว้างบริเวณผิวหน้า มีการอักเสบบริเวณรูขุมขนร่วมด้วย เมื่ออาการเหล่านี้หายไปมักมีรอยดำเกิดขึ้นแทน โดยการป้องกันฝ้าลักษณะนี้แนะนำให้หยุดการใช้เครื่องสำอางที่เป็นสาเหตุทันทีเพื่อป้องกันการลุกลามและการกลับมาเป็นซ้ำ

การรักษาฝ้าบนใบหน้าที่มีลักษณะเป็นฝ้าตื้น หรือฝ้าแดดนั้น เราสามารถใช้สมุนไพรธรรมชาติมาช่วยบรรเทาอาการได้ด้วยตนเอง เช่น การใช้สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ ได้แก่ หัวไชเท้า มะขามเปียก หรือแอปเปิ้ลไซเดอร์ นำมาบดหยาบมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-20 นาที อยู่เป็นประจำ แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำให้ฝ้าบนใบหน้าดูจางจงและผิวหน้ากระจ่างใสได้

นอกจากนี้อาหารที่ทุกบ้านต้องมีเช่นไข่ขาว ก็สามารถนำมาพอกหน้าบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ 10-20 นาทีเพื่อดูดซับสิ่งสกปรกบริเวณใบหน้า อย่างไรก็ตามการใช้สมุนไพรเป็นเพียงการบรรเทาอาการเบื้องต้นเท่านั้น สามารถทำให้ฝ้าจางลงได้ หากต้องการรักษาฝ้าบนใบหน้าให้หายขาด หรือแก้ปัญหาฝ้าลึกควรทำอย่างต่อเนื่องและถูกวิธี ควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังโดยเฉพาะ

สาเหตุของการเกิดฝ้า คือ

  • ก่อนที่จะเริ่มรักษาฝ้า เรามาทราบถึงสาเหตุของการเกิดฝ้ากันดีกว่า โดยส่วนมาก ฝ้า มักเกิดจากพันธุกรรม หรือฮอร์โมนแปรเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว รวมถึงเมื่ออายุยิ่งมากขึ้น ฝ้าก็ยิ่งถามหามากขึ้น ส่วนใหญ่มักเป็นช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ตัวกระตุ้นฮอร์โมนให้สามารถแปรเปลี่ยนฉับพลันได้ คือการทานยาคุม ยาฮอร์โมนต่าง ๆ และการตั้งครรภ์ ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน รวมถึงการทานยาบางชนิด เช่น ยากันชัก ยาแก้อักเสบ เป็นต้น

นอกจากสาเหตุข้างต้นทำให้เกิดฝ้าได้แล้ว “แสงแดด” ก็เป็นตัวการหลักที่สำคัญที่ทำให้เกิดฝ้าได้ในทุกช่วงอายุ ทุกเพศ ไม่เว้นแม้แต่วัยเด็ก วัยรุ่น และวัยผู้สูงอายุ เพราะแสงแดดนั้นเป็นตัวกระตุ้นเซลล์ผิวหนังให้สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดฝ้าขึ้น หรือมีผลให้ฝ้านั้นเข้มขึ้น เครื่องสำอางบางชนิดมีสารที่ทำให้ผิวดำเมื่อถูกแสง นั่นเป็นเพราะแสงแดดทำปฏิกิริยากับสารในเครื่องสำอางบางชนิด ได้แก่สารโซลาเรน ยังสามารถสารดังกล่าวได้ใน น้ำหอมบางชนิดอีกด้วย

ป้องกันฝ้า

การป้องกันฝ้าไม่ให้เกิดขึ้นใหม่หรือเกิดขึ้นซ้ำ ๆ เป็นเรื่องที่ไม่ยากเลย และสามารถทำได้ทุกวัย โดยเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก โดยให้ระวังอย่าให้ตากแดดเป็นเวลานาน ๆ  หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ก็ควรใส่เสื้อแขนยาว สวมหมวกหรือกางร่ม ตามแต่สถานการณ์ ส่วนการใช้ครีมทาผิวนั้นนั้นควรเป็นแบบที่มีส่วนผสมทั้งสารเคมีที่กันแดดได้ ร่วมกับส่วนผสมกายภาพ คือแป้ง (physical sunscreen) เพราะจะมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนแสงแดดออกไปจากผิวได้อย่างดี โดยเลือกที่มีส่วนผสมซึ่งจะมีสารไททาเนียมไดออกไซด์ (titanium dioxide) และซิงก์ออกไซด์ (zinc oxide) เป็นหลัก

การรักษาฝ้าที่ได้ผลชัดเจน มีดังนี้

การรักษาด้วยยาทา

โดยส่วนใหญ่แพทย์มักสั่งยาที่มีส่วนประกอบของ กรดวิตามินเอ(Retinoic acid) ทรานีซามิก(Tranexamic acid) หรือไฮโดรควิโนน(Hydroquinone) เนื่องจากสารจำพวกนี้มีฤทธิ์ทำให้ผิวขาว และลดอาการอักเสบใต้ผิวหนัง แต่ยากลุ่มนี้หากใช้มากเกินไปมักก่อให้เกิดการระคายเคืองจึงต้องใช้ในปริมาณน้อยและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์

การลอกผิวด้วยสารเคมี

วิธีนี้เหมาะกับฝ้าลึกเท่านั้น และเป็นวิธีที่ต้องทำโดยแพทย์ผิวหนังเท่านั้น โดยแพทย์จะใช้กรดไตรครอโรอะซิตริก(Trichloroacetic acid) วิธีนี้สามารถอาจเกิดผลข้างเคียงหลังทำ ทั้งด้านการติดเชื้อและแผลรอยดำ หลังจากลอกผิวแล้วควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และบำรุงด้วยครีมที่เหมาะสม

การใช้เลเซอร์/แสง IPL

ในสมัยนี้มีความก้าวหน้าของเทคโนโลยีด้านเลเซอร์ที่สามารถรักษาโรคของเม็ดสีผิดปกติ ทำให้ฝ้าดูจางลงอย่างรวดเร็วกว่าการทายาหรือการลอกผิวโดยกรดผลไม้ และสามารถลดผลข้างเคียงจากการรักษาฝ้าด้วย การรักษาด้วย IPL (Intense Pulsed Light) เป็นการใช้คลื่นความถี่ของแสงยิงลงบริเวณที่เกิดฝ้าใต้ผิวหนังจนเกิดความร้อนที่สามารถทำลายโปรตีนของเม็ดสีผิวที่เกิดขึ้นได้ ช่วยยับยั้งการผลิตเม็ดสี ทำให้ผิวดูขาวขึ้น เพื่อการเห็นผลที่ดีและชัดเจน ควรทำอย่างสม่ำเสมอทุก ๆ 2 สัปดาห์ เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 2-3 เดือน

การรักษาด้วยการทำ IPL และ เลเซอร์ มีความแตกต่างกันตรงที่ IPL ไม่ได้ลงไปทำลายเซลล์ผิวแต่เป็นการทำลายโปรตีนตัวการในการผลิตเม็ดสี นอกจากนั้นยังช่วยรักษาปัญหาผิวอื่น ๆ ได้ในการยิงครั้งเดียว สามารถทำได้ต่อเนื่องได้มากกว่าเลเซอร์

การรับประทานอาหาร

ทั้งนี้การรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเป็นเรื่องที่สำคัญมากอีกเรื่องหนึ่ง สามารถพบผู้ป่วยที่มีอาการเกิดฝ้า จากการขาดวิตามินบี 12 หรือมีปัญหาอันเกี่ยวเนื่องจากสุขภาพตับอยู่บ่อยครั้ง เราจึงควรใส่ใจในการดูแลสุขภาพเป็นอันดับแรกโดยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณ จึงเป็นการสวยจากภายในสู่ภายนอกในระยะยาว

สำหรับผู้ที่เป็นฝ้าเล็กน้อยเพียงใช้ครีมกันแดดอย่างเดียวก็ช่วยทำให้ฝ้าจะจางลงได้ ในขณะเดียวกันก็สามรถช่วยป้องกันไม่ให้เกิดมีฝ้าขึ้นมาใหม่ ถ้าไม่ได้เป็นฝ้ามากไม่ควรใช้ยาลอกฝ้าสารเคมีที่มีฤทธิ์รุนแรงเนื่องจากอาจทำให้ผิวเสียได้มาก รู้อย่างนี้แล้วสาว ๆ อย่าลืมทาครีมกันแดดอยู่เป็นประจำให้เป็นนิสัย เพื่อป้องกันการเกิดฝ้าและริ้วรอยต่าง ๆ กันนะคะ