รักษาฝ้า ด้วยตนเองทำอย่างไรให้ฝ้าหายขาด

“ฝ้า” เป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่ขอบอกเลยว่าเมื่อเป็นแล้ว ยาก ที่จะรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถรักษาและทุเลาอาการของฝ้าได้ เพียงแต่การรักษานั้นจะต้องใช้เวลาพอสมควรในการรักษา ส่วนใครที่หน้าไม่มีฝ้านั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เกิดฝ้าในอนาคตได้ ฉะนั้นป้องกันไว้ก่อนจะดีกว่า เราจึงมีวิธีป้องกัน และรักษาฝ้าง่าย ๆ เริ่มได้ที่บ้าน มาฝาก สาว ๆ ให้ได้ลองทำกัน

สาเหตุการเกิดฝ้า

ฝ้านั้นเกิดจากอะไรกันแน่นะ นี่อาจเป็นอีกคำถามที่สาว ๆ หลาย ๆ คนสงสัย ฝ้า หรือ Melasma เกิดจากการที่เม็ดสีผิวหรือเม็ดสีเมลานิน (Melanin pigment) ถูกผลิตออกมามากเกินไป จึงทำให้เกิดการมีสีผิวไม่สม่ำเสมอ เนื่องมาจากเม็ดสีเมลานินนั้นมีหน้าที่กรองรังสียูวี เมื่อผิวต้องเผชิญกับแสงแดดมากขึ้น เมลานินก็จะถูกผลิตออกมามากขึ้นตามไปด้วย “รังสี UVA” นั้นเป็นรังสีที่มีผลต่อการเกิดฝ้าโดยตรง ซึ่งรังสียูวีเอจะมีช่วงคลื่นที่ยาวกว่ารังสียูวีบี จึงสามารถทำลายผิวได้ลึกกว่า ลองสังเกตุดูว่าเมื่อเรายืนตากแดดนาน ๆ หรือตากแดดจัดในช่วงเที่ยงเวลาแค่ 5 นาที แล้วผิวถึงคล้ำเสียลงได้

และนอกจากแสงแดดที่เป็นตัวการเกิดฝ้าแล้ว การใช้เครื่องสำอางบางชนิด การทานยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด รวมไปถึงฮอร์โมนและกรรมพันธุ์ ก็เป็นสาเหตุของการเกิดฝ้าได้เช่นกัน ถ้าฝ้ามีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์ โอกาสฝ้าจะกลับมาเกิดซ้ำจะมีสูงมาก และอาจเป็นเท่าเดิมหรือลดลงกว่าเดิมเล็กน้อย จึงไม่คุ้มค่ากับการทุ่มรักษาเท่าไร

ฝ้าต่างจากกระ เพราะฮอร์โมน ถกระส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากแสงแดด ความร้อน และอายุ แต่ในกรณีของฝ้ามักจะมีปัจจัยฮอร์โมนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเป็นหลัก เช่น ในช่วงตั้งครรภ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงช่วงการเข้าสู่วัยทอง และวัยหมดประจำเดือนที่ฮอร์โมนลดลงอย่างรวดเร็วก็ทำให้เกิดฝ้าได้เช่นกัน

ประเภทของฝ้า

  • ฝ้าแบบตื้น คือฝ้าที่จะอยู่ในระดับเดียวกับผิวหนังกำพร้า (ผิวหนังชั้นนอก) มีลักษณะเป็นสีน้ำตาล ขอบชัด เกิดขึ้นได้ง่าย และใช้เวลาไม่นานในการรักษาให้หาย หรือทำให้จางลง
  • ฝ้าแบบลึก ฝ้าชนิดนี้จะอยู่ในระดับที่ลึกกว่าผิวหนังกำพร้า ความลึกของฝ้าชนิดนี้จะทำให้เกิดการแสดงสีออกมาเป็นสีน้ำตาลอมฟ้าหรือสีน้ำตาลอมม่วง ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ การทายามักให้ผลเพียงแค่ทำให้ดูจางลงเท่านั้น

รักษาฝ้าง่าย ๆ โดยการปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน

1.ล้างหน้าตามแนวโพรงขนช่วยลดฝ้า

เริ่มต้นด้วยการล้างหน้า เพราะการล้างหน้าที่ดีก็สามารถช่วยลดการเกิดฝ้าได้ การล้างหน้าแบบวนไปวนมาทั่วผิวหน้า ส่งผลให้สิ่งสกปรก สารเคมีจากเครื่องสำอาง ความมันของผิว และมลภาวะบนใบหน้า ตกลงไปในรูขุมขน ส่งผลให้หน้าเป็นสิวอุดตัน หรืออาจก่อให้เกิดฝ้าสะสมได้ เพราะฉะนั้นสาว ๆ ควรล้างหน้าตามแนวโพรงขน เพื่อช่วยระบายความมัน และสิ่งสกปรก รวมถึงเพิ่มการไหลเวียนของเลือดให้ดีขึ้น ช่วยให้ฝ้าเกิดได้ยากขึ้น และยังช่วยลดการอุดตันของสิว ผิวหน้าเรียบเนียน และทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น

2.มาสก์หน้าด้วยหัวไชเท้า

ลองเปลี่ยนวิธีการมาสก์หน้าจากการใช้แผ่นมาสก์มาเป็นการใช้ส่วนผสมสมุนไพร เช่นการนำหัวไชเท้าบดหยาบ ๆ ผสมกับนมสดเล็กน้อย หรืออาจจะเป็นน้ำผึ้งก็ได้ นำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 – 4 ครั้ง สีของฝ้าจะดูจางลงได้ หัวไชเท้านอกจากจะช่วยลดฝ้าได้แล้ว ยังช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ทำให้หน้ากระจ่างใสขึ้นได้อีกด้วย แต่สูตรนี้ไม่เหมาะกับคนผิวแพ้ง่าย ตอนมาสก์หน้าอาจจะรู้สึกระคายเคือง แสบ ๆ คัน ๆ เล็กน้อย สาว ๆ ไม่ต้องตกใจไป แต่ถ้าล้างออกแล้วยังรู้สึกว่าคันหรือมีผื่นขึ้นให้หยุดใช้สูตรนี้ทันที เนื่องจากอาจมีอาการแพ้

3.ใช้น้ำส้มสายชูเช็ดหน้าแทนการใช้โทนเนอร์

หลังจากอ่านชื่อสูตรแล้วอย่าเพิ่งตรงเข้าครัวไปหยิบน้ำส้มสายชูมาทาหน้ากันนะสาว ๆ  เพราะน้ำส้มสายชูที่ว่าเนี่ยคือ น้ำส้มสายชูที่หมักจากแอปเปิ้ล หรือ แอปเปิ้ลไซเดอร์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นกรดประมาณ 5% (Acetic Acid) มีรสเปรี้ยว มีสีเหลืองคล้ายน้ำเก๊กฮวย มีธาตุโพแทสเซียมสูง ส่งผลให้ผิวดูกระจ่างใสและเนียนนุ่มขึ้น พร้อมทั้งช่วยลดรอยฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้าได้เป็นอย่างดีทีเดียว โดยทำก่อนล้างหน้าทุกวัน หรืออาจจะทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง วิธีการคือ ผสมแอปเปิ้ลไซเดอร์กับน้ำอุ่นเล็กน้อย แล้วบิดสำลีให้หมาด ๆ นำมาเช็ดบนผิวหน้าเป็นเวลาประมาณ 10-15 นาที ไม่ต้องตกใจ อาจจะมีกลิ่นฉุนบ้างระหว่างเช็ด

4.กันแดดเข้าไปอย่าให้ขาด

สาเหตุหลักของการเกิดฝ้าอย่างที่เรารู้กันแล้วนั้น ก็คือแสงแดด และความร้อน เพราะฉะนั้นต้องทาครีมกันแดดที่มี SPF50 PA+++ ไม่ควรขาดเลยสำหรับคนเป็นฝ้า หรือใครยังไม่เป็นก็ควรทาเป็นประจำ นอกนั้นแสงแดดยังเป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ ผิวไหม้ และอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นโรคมะเร็งผิวหนังได้เลย ครีมกันแดดมีหน้าที่ปกป้องผิวจากรังสียูวีต่าง ๆ ช่วยสะท้อนแสงแดด ป้องกันไม่ให้รังสีทะลุเข้าไปถึงชั้นผิว ทำให้รังสียูวีแตกกระจายออกไปไม่เข้ามาทำร้ายผิว วิธีการทากันแดดให้ได้ประสิทธิภาพที่สูงสุดคือ สาว ๆ ควรทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที และเมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดจ้านาน ๆ ควรทาซ้ำทุก ๆ 2 ชั่วโมง แต่ถ้าใครเป็นคนมีเหงื่อมาก หรือเล่นกิจกรรมทางน้ำเลือกให้ใช้แบบ water proof

สูตรมาสก์หน้าแก้ฝ้าง่าย ๆ ด้วยสมุนไพรก้นครัว

  •  สูตรว่านหางจระเข้ ให้คุณใช้ว่านหางจระเข้ 1 ใบใหญ่ โดยเลือกใบล่าง ๆ แบบที่แก่แล้ว นำไปแช่น้ำประมาณ 10 นาที จากนั้นก็ปอกเปลือกออกนำแต่ส่วนเจลออกมาและล้างให้สะอาด นำไปปั่นหรือบดก็ได้ตามถนัด จากนั้นนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที โดยสูตรนี้หากทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ก็จะช่วยรักษาฝ้าหายได้ไวยิ่งขึ้น

  • สูตรมะขามเปียก อีกหนึ่งวิธีรักษาฝ้าด้วยสมุนไพร ให้คุณนำเนื้อมะขามเปียกมาพอกหรือทาบาง ๆ เฉพาะบริเวณผิวที่เป็นรอยฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที แล้วล้างออก สารจากมะขามเปียกจะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าให้หลุดลอกออก ทำให้รอยฝ้าดูจางลงและยังช่วยลดรอยด่างดำได้อย่างดีด้วย แต่ถ้าที่บ้านไม่มีมะขามเปียก ก็อาจเลือกใช้เป็นน้ำมะนาวหรือน้ำมะกรูดมาทาแทนก็ได้

  • สูตรใบบัวบก สมุนไพรรักษาฝ้าอีกสูตร ใบบัวบกนั้นมีสรรพคุณในการช่วยรักษาอาการของโรคผิวหนังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะฝ้า กระ และสิว วิธีใช้ก็แสนง่าย เพียงแค่นำมาปั่นแล้วใช้น้ำใบบัวบกที่ปั่นแล้วมาเช็ดหน้าแทนการใช้โทนเนอร์ก่อนนอนทุกวัน จะช่วยให้รอยฝ้าต่าง ๆ ก็จะค่อย ๆ จางลง ปรับให้ใบหน้าค่อย ๆ ขาวเนียนสดใสขึ้น

  • สูตรไข่ขาว วัตถุดิบที่หาแสนง่าย เพียงแค่นำไข่ขาวบริเวณรอบ ๆ ไข่แดง เฉพาะไข่ขาว มาทาบาง ๆ ให้ทั่วบริเวณที่เป็นฝ้า ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที สรรพคุณของไข่ขาวจะช่วยดูดซับรอยฝ้าและสิ่งสกปรกให้หมดไปจากใบหน้าได้เป็นอย่างดี

สาว ๆ สามารถนำวิธีที่กล่าวมาไปใช้ดูแลผิวพรรณเพื่อผิวใสไร้ฝ้า แต่อย่างไรก็ตามวิธีการลดเลือนฝ้าควรทำอย่างต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและถาวร แต่หากฝ้ายังไม่ลดเลือน คุณควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังสำหรับวิธีรักษาฝ้าที่เหมาะสม ที่สำคัญสาว ๆ ควรทาครีมกันแดดหรือโลชั่นที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแดดทุกครั้งเมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีซึ่งเป็นตัวการก่อให้เกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำต่าง ๆ