รักษาหลุมสิวอย่างไร ให้หน้ากลับมาเรียบเนียนใส

หลุมสิว เป็นอีกปัญหากวนใจที่ใครก็ไม่อยากให้เกิดกบใบหน้าของตัวเอง เพราะนอกจากจะเป็นรอยหลุ่มลึกบนใบหน้า ทำให้แต่งหน้ายากแล้ว ยังหายยากด้วย แต่หากใครมีหลุมสิวบนใบหน้าก็ไม่ต้องกังวลไป เรามีวิธีรักษาหลุมสิวมากฝาก

หลุมสิว

การเกิดหลุมสิวนั้น คือการที่ปล่อยให้สิวอักเสบมันลุกลามจนกินพื้นที่ลึกลงไปถึงเนื้อในใต้ผิวหนัง จนทำให้เนื้อเนื้อบริเวณนั้นหายจนกลายเป็นหลุมเป็นบ่อ บางคนอาจเกิดหลุมิวได้จากการที่บีบสิวอย่างผิดวิธี คือพยายามบีบสิวอย่างรุนแรงทำให้สิวอุดตันธรรมดา ๆ กลายเป็นสิวอักเสบ บวม แดง และไปกระตุ้นสิวให้อักเสบรุนแรงหนักกว่าเดิม ถ้าจะพูดง่าย ๆ ว่าสาเหตุอีกอย่างของการเกิดหลุมสิวนั้น มาจากเราเองนี่แหละก็คงจะว่าได้

การป้องกันการเกิดหลุมสิวที่ดีที่สุด คือการดูแลรักษาใบหน้าให้สะอาด ป้องกันไม่ให้ตัวเองมีสิวอักเสบเกิดขึ้น หรือถ้าเป็นแล้วก็ต้องไม่ปล่อยทิ้งไว้นาน รีบหาทางรักษาเพื่อทำให้สิวอักเสบยุบเร็วขึ้นโดยไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้ แต่ถ้าเราไม่สนใจรักษาสิวในระยะแรก ๆ แล้ว สิวเกิดการอักเสบลุกลามจนพลาดไปมีหลุมสิวอยู่บนใบหน้า ก็ไม่เป็นไร หลุมสิวก็มีโอกาสรักษาให้ดีขึ้นได้ ต้องค่อย ๆ แก้ไขกันต่อไป แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำให้ผิวเติมเต็มหลุมได้เหมือนเดิม 100% แต่เราก็สามารถทำให้เซลล์เนื้อเยื่อใหม่ฟื้นฟูและเติมเต็มหลุมได้ถึง 70-80% เลยทีเดียว

มาเช็ค ระดับความรุนแรงของหลุมสิว

  • ระดับ Ice pick scar (ระดับรุนแรงที่สุด) ในระดับนี้หลุมสิวจะเป็นหลุมลึกทีเดียว มีปากแคบ การรักษาค่อนข้างยาก เพราะแนวหลุมไปในทางลึกลงไปในผิว คงต้องใช้เวลานานในการรักษากว่าผิวจะฟื้นฟูจนเต็ม ซึ่งหลุมสิวระดับนี้รักษาด้วยการใช้ยาทาอย่างเดียวก็มักจะเอาไม่อยู่ แต่ทำได้แค่ช่วยให้รอยมันตื้นขึ้นมาบ้างเท่านั้น
  • ระดับ Box scar (ระดับรุนแรงปานกลาง) หลุมสิวระดับนี้จะมีลักษณคล้ายบ่อ มีขอบชัดเจนและมีขอบเขตบนผิวหนังกว้างกว่าระดับ Ice pick scar และตื้นมากกว่า ความลึกของหลุมสิวชนิดนี้เกิดขึ้นแค่ชั้นผิวเท่านั้น เนื้อเยื่อไม่ได้ถูกทำลายลึกไปจนถึงชั้นรูขุมขน การรักษาหลุมสิวระดับนี้ เราสามารถใช้ยาทาควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนต์ได้ ซึ่งรอยหลุมจะกลับมาตื้นได้ไม่ยากแต่อาจจะเหลือร่องรอยจุดด่างดำอยู่บ้าง ซึ่งรอยดำหลังการรักษาสามารถรักษาให้หายได้โดยใช้เลเซอร์ ครีมไวท์เทนนิ่ง หรือยาทา
  • ระดับ Rolling scar (ระดับทั่วไป) หลุมสิวระดับนี้จะมีลักษณะเป็นหลุมสิวแบบตื้น ๆ ลึกน้อยกว่าทั้ง 2 แบบที่กล่าวมา เป็นแอ่งเว้าลงไป กินผิวพื้นที่แค่ส่วนบนของผิวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหลุมระดับนี้มักจะเกิดจากการแกะเกาสิวที่อยู่ในระดับที่ไม่ลึกมากนัก และทำการรักษาได้ง่ายกว่าระดับอื่น ๆ ใช้ยาทาอย่างเดียวก็เพียงพอสารถเติมเต็มหลุมสิวได้

วิธีรักษาหลุมสิว

การรักษาหลุมสิวบนใบหน้า จะถูกจัดออกเป็น 3 แบบใหญ่ ๆ คือ

  • การรักษาด้วยการทายา เป็นการรักษารอยหลุมตื้น ๆ มักจะใช้รักษารอยหลุมระดับทั่วไป (Rolling scar) ยาที่นำมาใช้ทำให้ผิวตื้นขึ้นก็จะมีหลายชนิดด้วยกัน
  • การรักษาด้วยการรับประทานยา ยาที่นำมารักษาเป็นยาที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ หรือ RETINOIDS
  • การรักษาด้วยเครื่องมือแพทย์ จะช่วยรักษาหลุมสิวระดับรุนแรง เป็นการรักษาที่เหมาะกับผู้ที่มีหลุมสิวขนาดใหญ่และลึกมาก ไม่สามารถรักษาด้วยยาทาและยากิน หรือเรียกได้ว่าเป็นหลุมลึกแบบ Ice pick scar และ Box scar การรักษาแบบนี้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับการทายาและครีมบำรุงร่วมด้วย ซึ่งการรักษาแต่ละแบบอาจถูกนำมาใช้ในกรณีที่มีหลุมลึก หรืออาจใช้ร่วมกันบ้างเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การรักษามีหลายรูปแบบมาก คุณต้องทำการศึกษาข้อมูลแต่ละสถาบันเสริมความงามให้ดีก่อนตัดสินใจเข้ารับกรรักษา คุณต้องมั่นในว่าสถานที่ที่คุณเลือกนั้นได้มาตรฐานจริง ๆ ขั้นตอนการรักษามี อย. รับรอง และมีการให้บริการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ

นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาโดยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

  • แต้มกรด TCA การใช้กรด TCA เพื่อช่วยเร่งการเกิดเซลล์ผิวใหม่ให้เกิดการแบ่งตัวเร็วขึ้น กรดชนิดนี้จะช่วยทำให้รอยหลุมค่อย ๆ ตื้นขึ้นจนเท่ากับบริเวณผิวรอบ ๆ ควรทำอาทิตย์ละครั้งจะมีระยะเวลาเห็นผลไดชัดเจนประมาณ 3-6 เดือน โดยวิธีการทานั้นจะเป็นการแต้มเฉพาะรอยหลุมที่เป็นปัญหาเท่านั้น การรักษาด้วยกรด TCA จะทำให้ผิวเป็นสะเก็ดดำ ๆ ถ้าคุณต้องใจเย็น ๆ ไม่รีบร้อน และอย่าถอดใจง่าย ๆ
  • การลอกผิวด้วยกรดผลไม้ เลือกผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นกรด ไม่ว่าจะเป็น AHA, BHA, PHA กรดชนิดนี้มีสรรพคุณเพื่อเป็นการช่วยทำให้เซลล์ผิวหนังด้านบนหลุดออก และเกิดการซ่อมแซมผิว ทำให้หลุมสิวดูตื้นขึ้น
  • กรดวิตามินเอ วิธีนี้ค่อนข้างใช้เวลา ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับคนที่กลัวการเป็นสะเก็ดและไม่รีบร้อนในการรักษา และสามารถใช้ยาอื่นทาเพื่อรักษาควบคู่กันได้ กรดวิตามินเอจะช่วยให้หลุมดูตื้นขึ้นมาได้ โดยนำมาทาบนรอยหลุม วิตามินเอจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนบนผิว และยังสามารถทาได้บ่อยกว่ากรด TCA อีกด้วย เพราะวิตามินเอสามารถทาได้อาทิตย์ละ 2 ครั้ง นอกจากนั้นการทายาในกลุ่มอนุพันธ์ของวิตามินเอ เช่น Retin A ก็เป็นการช่วยกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวได้ดี
  • ทาครีมลบรอยแผลเป็น การทาครีมลบรอยแผลเป็นและริ้วรอย ต้องเลือกที่มีส่วนผสมของวิตามินอี, AHA, BHA จะมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนังได้ดี
  • สกินแคร์ต่าง ๆ นอกจากจะรักษาด้วยตัวยาที่กล่าวมาแล้ว สาว ๆ เลือกสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของวิตามินเอ วิตามินอี และ BHA ก็สามารถช่วยกระตุ้นเซลล์ผิวให้ผลิตขึ้นมาได้เช่นกัน เพราะมันจะสามารถช่วยทำให้รอยหลุมตื้นขึ้นและเร่งสร้างผิวเนื้อเยื่อจนเป็นที่น่าพอใจ
  • การรับประทานยา ยาหรืออาหารเสริมที่สกัดจากอนุพันธ์ของวิตามินเอ (RETINOIDS) สามารถแก้ปัญหาอื่น ๆร่วมด้วยได้ เช่น ปัญหาสิวอักเสบ ยาในกลุ่มของกรดวิตามินเอ อย่าง Roaccutance, Acnotin, Isotretinoin ยาในกลุ่มนี้มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นคอลลาเจนให้สร้างผิวใหม่เพื่อช่วยเติมเต็มรอยหลุม และยังช่วยควบคุมความมันบนผิวหนังได้ดีอีกด้วย แต่เนื่องจากยาชนิดนี้เป็นยาทานที่มีผลต่อไขมันทั่วร่างกาย ระหว่างใช้อาจทำให้ดวงตาแห้ง ผิวแห้ง ปากแห้งได้ ดังนั้นการใช้ยาในกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ไม่ควรไปซื้อมากินเอง เพราะอาจทานมากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายของคุณได้ นอกจากนี้ การรับประทานวิตามินซีก็มีส่วนช่วยในกรณีหลุมสิวยังไม่เป็นพังผืด
  • Skin Needing คือ การรักษารอยหลุมสิวแบบที่ใช้เข็มที่มีขนาดเล็กมากจิ้มลงไปในผิวเพื่อผ่านตัวยาเข้าไปในผิว เป็นการเร่งให้ผิวสร้างตัวและฟื้นฟูตัวเองได้เร็วขึ้นส่งผลให้หลุมสิวเต็มไวขึ้น ซึ่งการรักษาแบบนี้ในอดีตนั้นจะใช้วิธี Dermaroller แต่ยังไม่ได้รับการรับรองจาก อย. เนื่องจากมีความยากต่อการดูแลความสะอาดของอุปกรณ์ ภายหลังจึงมีการเปลี่ยนมาใช้เครื่องมือประเภทอัตโนมัติที่มีการทำงานคล้ายคลึงกันแทน อย่าง Dermpoint และ Tri-m
  • ฉีดฟิลเลอร์เติมหลุมสิว วิธีนี้เหมาะกับการรักษาหลุมสิวระดับทั่วไป ตั้งแต่ระดับตื้นถึงลึกปานกลาง ฟิลเลอร์ (Filler) นั้นเป็นชื่อที่ใช้เรียกแทน สารเติมเต็ม โดยสารที่นิยมนำมาใช้กันมากก็คือ ไฮยาลูรอนิก เอซิด (Hyaluronic Acid) เนื่องจากมีโอกาสน้อยมากที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ ส่วนใหญ่แล้วการรักษาด้วยวิธีนี้จะค่อนข้างได้ผลประมาณ 30-70% เลยทีเดียว วิธีนี้เป็นการฉีดสารเข้าไปเพื่อเติมเต็มรอยหลุมในทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่างกายสร้างเนื้อขึ้นมาเติมเต็ม หรือไม่ต้องเร่งการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวนั่นเอง โดยการฉีด 1 ครั้งจะอยู่ได้ประมาณ 6 – 12 เดือน เพราะ ฟิลเลอร์เป็นสารที่สามารถเสื่อมสลายไปได้เอง การรักษาแบบนี้จึงเป็นแบบชั่วคราวเท่านั้นแต่ข้อดีคือจะเห็นผลได้ในทันที