รักษาแผลเป็นให้จางหายได้ไหม

ผู้หญิงหลายคนมองว่า “แผลเป็น” คืออุปสรรคของความสวยงาม เป็นสิ่งที่ทำให้คุณผู้หญิงเกิดความไม่มั่นใจ โดยเฉพาะรอยแผลเป็นที่นูนที่เห็นเด่นชัดอยู่บนผิว (ซึ่งดูแล้วเหมือนมีปลิงมาเกาะอยู่) ทำให้แผลเป็นไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็สร้างความไม่มั่นใจให้คุณผู้หญิง เช่น หลัง ไหล่ ก็ต้องพยายามเลือกหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วไม่โชว์รอยแผลเป็น บางครั้งอยากแต่งตัวเซ็กซี่เปิดหลังเปิดไหล่ก็ทำไม่ได้เกิดความไม่มั่นใจ ซึ่งรอยแผลเป็นนอกจากจะทำให้ผิวดูสุขภาพไม่ดีแล้ว บางทีอาจมีอาการคันจนสร้างความรำคาญใจให้อีกด้วย

แผลเป็นมาจากไหน

แผลเป็นเกิดขึ้นจากกระบวนการรักษาแผลของร่างกาย โดยร่างกายก็จะผลิตโปรตีนชนิดหนึ่งคือคอลลาเจนเพื่อช่วยสร้างเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายขึ้นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุ แผลผ่าตัด แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก กระบวนการสร้างเนื้อเยื่อของร่างกาย จะทำให้บาดแผลหายเป็นปกติในที่สุด จนเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 3 เดือน คอลลาเจนใหม่ก็ยังถูกผลิตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเลือดก็มาเลี้ยงมากขึ้นจนแผลนูนเป็นก้อนแข็งและแดง หากคอลลาเจนเหล่านี้หยุดสร้าง และเลือดที่มาเลี้ยงลดลง แผลเป็นจะค่อย ๆ เรียบ นุ่มลง และจางไปในที่สุด ข่าวร้ายก็คือเมื่อร่างกายเกิดแผลเป็นแล้วจะไม่มีวันหายขาดได้ ทำได้เพียงรักษาให้จางลงเท่านั้น ปกติแผลเป็นอาจจางไปเองเมื่อเวลาผ่านไปและจางได้มากในช่วง 2 ปีแรก หลังจากนั้นจะคงตัวหรือจางลงได้นิดหน่อย ทั้งนี้ในแต่ละคนแผลเป็นจะมีความเข้มและนูนขึ้นไม่เหมือนกัน บางคนมีโอกาสเกิดแผลเป็นมากกว่าเนื่องจากพันธุกรรม โดยบริเวณที่เสี่ยงเกิดแผลเป็นได้ง่ายคือ หน้าอก หลัง ติ่งหู และไหล่ ในบางส่วนของร่างกายถ้าเกิดมีแผลเป็นขึ้น ก็จะยิ่งทำให้แผลขยายออกกว้างขึ้นได้ง่าย เช่น บริเวณที่มีการเคลื่อนไหวของข้อต่อ เช่น หัวเข่า และไหล่

ประเภทของแผลเป็น

แผลเป็นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะของแผลที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  1. แผลเป็นทั่วไป แผลเป็นที่เราเห็นได้โดยทั่วไป และพบได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากการรักษาแผลตามธรรมชาติของร่างกาย โดยแผลชนิดนี้จะมีสีแดงหรือสีคล้ำในตอนแรก นูนขึ้นมาจากผิวหนัง หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ มีสีอ่อนและแบนลงเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งอาจใช้เวลาถึง 2 ปี แต่ใช่ว่าจะจางหายไปทั้งหมด ก็ยังคงเหลือร่องรอยไม่น่าพึงพอใจทิ้งไว้เช่นเดียวกับแผลเป็นชนิดอื่น ๆ แผลเป็นชนิดนี้มักไม่มีอาการใด ๆ ร่วมด้วย อาจมีอาการคันบ้าง แต่ก็เพียงช่วงเวลาไม่กี่เดือน และอาจมีสีค่อนข้างเข้มและไม่สวยงามเท่าไหร่นัก ลักษณะของแผลเป็นชนิดนี้ยังขึ้นอยู่กับขนาดของแผลด้วย หากผิวหนังบริเวณขอบแผลมาบรรจบกันเมื่อหายดี แผลจะเป็นเส้นบางและจางลง แต่หากแผลนั้นกว้างและเนื้อบริเวณดังกล่าวหายไปมาก เนื้อเยื่อของแผลเป็นจะถูกสร้างขึ้นเพื่อมาเติมเต็มส่วนที่เสียหาย จึงทำให้แผลเป็นมีขนาดใหญ่และต้องใช้เวลานานกว่าจะจางลง และสำหรับคนผิวสีเข้ม แผลเป็นจะทิ้งรอยสีน้ำตาลหรือสีขาวไว้เมื่อจางลง และมักรักษาไม่หาย แต่อาจจะเลือนลางตามเวลาได้เหมือนกัน และถ้ามีสีผิวที่ไหม้จากการโดนแสงแดดเป็นเวลานาน แผลเป็นชนิดก็จะมีสีคล้ำขึ้นด้วย เพราะแผลจะเป็นไปตามสีผิวเดิมตามธรรมชาติ
  2. แผลเป็นคีลอยด์ เกิดจากการรักษาแผลที่คอลลาเจนถูกสร้างขึ้นมากผิดปกติ ทำให้เนื้อเยื่อของแผลเป็นเติบโตขึ้นจนเกินบริเวณของแผลเดิมและขยายขึ้นเรื่อย ๆ จะทิ้งรอยไว้แม้ว่าแผลจะหายดีแล้วก็ตาม เป็นลักษณะของคีลอยด์ แผลเป็นคีลอยด์จะมีลักษณะนูนขึ้นจากผิวหนัง ลักษณะเป็นเป็นมันเงา และไม่มีขนขึ้นที่แผล ในระยะแรกจะมีสีแดงหรือม่วง หลังจากนั้นสีจึงค่อย ๆ จางลงไป เมื่อสัมผัสจะให้ความรู้สึกแข็ง ๆ คล้ายยาง แต่คีลอยด์ในบางบริเวณก็อาจเกิดเป็นก้อนนุ่ม ๆ ได้ เช่น แผลเป็นที่ติ่งหูหลังการเจาะหู แผลเป็นชนิดนี้จะมีอาการร่วมด้วยเช่นอาการคัน เจ็บ แสบร้อน หรือหากแผลตึงหรือเกิดใกล้ข้อต่อก็อาจทำให้ยากต่อการเคลื่อนไหวได้ด้วย ส่วนที่ต้องระวังเพราะมีโอกาสสูงเกิดแผลเป็นชนิดนี้ ได้แก่ แผลบริเวณรอบ ๆ กระดูกหน้าอก แผ่นหลังส่วนบน ต้นแขนหรือหัวไหล่ และติ่งหู
  3. แผลเป็นนูน แผลเป็นนี้คล้ายคลึงกับคีลอยด์มากทีเดียว โดยเกิดจากการผลิตคอลลาเจนรักษาแผลที่มากเกินไปเหมือนกัน ลักษณะรูปร่างยังใกล้เคียงกับแผลเป็นคีลอยด์ที่มีสีแดงและนูนขึ้น เพียงแต่แผลเป็นนูนนั้นไม่ขยายกว้างขึ้นกว่าแผลเดิม แผลเป็นนูนหากเกิดบริเวณข้อต่อหรือบางส่วนที่ใกล้เคียงจะส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เนื้อแผลเป็นหนาขึ้นกว่าเดิม จากนั้นค่อย ๆ แบนและเลือนลงในช่วงเวลา 2-5 ปี แผลเป็นจากไฟไหม้ ผิวหนังที่ถูกไหม้อาจเกิดแผลชนิดนี้ โดยจะทำให้ผิวหนังตึง และอาจส่งผลให้การเคลื่อนไหวบริเวณที่เกิดแผลทำได้ไม่เต็มที่ ที่น่ากลัวกว่านั้นหากแผลนี้เกิดลึกลงไปจนกระทบต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาทได้
  4. แผลเป็นหลุมลึก ส่วนใหญ่แผลเป็นชนิดนี้เกิดจากปัญหาสิว ซึ่งแผลเป็นจากสิวนั้นมีทั้งชนิดที่เป็นหลุมลึกลงไป หรือปรากฏเป็นรอยยาวบนใบหน้า นอกจากนี้ โรค เช่น อีสุกอีใส ที่แม้จะรักษาจนหายดีแล้ว ก็ทิ้งรอยหลุมแผลเป็นฝากไว้ได้เช่นกัน

วิธีรักษาแผลเป็นให้จางลง

การรักษาแผลเป็นขึ้นอยู่กับลักษณะประเภทและอายุของแผลเป็น มีหลายวิธีคือ

  1. การใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคนลดแผลเป็น สามารถทำได้ที่บ้านโดยหาซื้อได้ตามร้านขายยา เพียงทาเจลชนิดนี้ลงบนแผลเป็นวันละ 12 ชั่วโมง ติดต่ออย่างน้อย 3 เดือน เจลจะลดความแดงของแผลเป็น และอาจช่วยลดขนาดของคีย์ลอยด์หรือแผลเป็นนูนที่ไม่ขยายใหญ่ให้เล็กลงได้
  2. การใช้แผ่นผ้าแปะกด (pressure dressings) ใช้กับแผลเป็นขนาดใหญ่ที่เกิดจากไหม้หรือจากการปลูกถ่ายผิวหนัง โดยใช้แผ่นผ้าที่ยืดหยุ่นแปะกดไว้เหนือแผลเป็นตลอดทั้งวัน ประมาณ 6-12 เดือน วิธีนี้อาจทำให้แบนและนุ่มลงได้และยังสามารถรักษาแผลเป็นที่เป็นมานานให้จางลง ควบคู่กับการใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคน
  3. การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ วิธีนี้ถูกใช้สำหรับรักษาแผลเป็นจากสิวที่เป็นหลุมลึกให้เรียบลง ความแดงของแผลสามารถใช้เลเซอร์ช่วยให้จางลงด้วยการเล็งไปที่เส้นเลือดในเนื้อเยื่อแผลเป็น ได้ รวมทั้งกำจัดผิวหนังชั้นบนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังที่ลึกลงไป ปัจจุบันการการใช้เลเซอร์ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยและได้ผล การรักษาจึงควรต้องควบคุมโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาแผลเป็นเท่านั้น
  4. การฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid injections) สำหรับแผลเป็นประเภทคีลอยด์และแผลเป็นนูนที่ไม่ขยาย สามารถทำให้จางหรือยุบลงด้วยการฉีดสเตียรอยด์ ในปริมาณเข็มเล็ก ๆ ลงไปที่แผลเป็นหลาย ๆ ครั้ง และอาจต้องมีการฉีดซ้ำโดยเว้นระยะห่าง4-6 สัปดาห์เพื่อประเมินการตอบสนองของร่างกาย โดยปกติจะฉีดทั้งหมด 3 ครั้ง ถ้าแผลเป็นดีขึ้นจึงอาจรักษาด้วยวิธีนี้ต่อไปอีกเรื่อย ๆ
  5. การฉีดฟิลเลอร์ (Dermal fillers) เป็นการฉีดสารเติมเต็มเข้าไปเช่นการรักษาแผลเป็นหลุมสิวด้วย แต่อาจมีราคาแพงและอยู่ได้ผลเพียงชั่วคราว ทำให้ต้องฉีดซ้ำบ่อยครั้ง
  6. Skin needling เป็นการใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยเข็มขนาดเล็กจำนวนมาก ใช้กดลงกับผิวหนังเพื่อรักษารอยแผลเป็น รอยหลุมสิวและฝ้า นับเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยได้ เพียงแต่ต้องทำบ่อยครั้งหากต้องการให้เห็นผลชัดเจน
  7. การผ่าตัดแผลเป็น วิธีการรักษาที่โดยผ่าตัดเปลี่ยนลักษณะของแผลเป็น เปลี่ยนตำแหน่ง รูปร่าง ความกว้าง รวมถึงใช้วิธีนี้ทำให้แผลที่บริเวณข้อต่อหายตึงและการเคลื่อนไหวดีขึ้นได้ แต่วิธีนี้อาจมีผลข้างเคียงจากแผลผ่าตัดมาเพิ่ม ไม่เหมาะกับแผลเป็นนูนและเสี่ยงที่แผลจะกลับแย่ลงกว่าเดิม
  8. ส่วนการรักษาแผลเป็นคีลอยด์ หลังการผ่าตัดมักตามด้วยการฉีดคอร์ติโคสเตียรอยด์ทันที และไม่แนะนำให้ใช้การผ่าตัดอย่างเดียว เพราะแผลอาจโตขึ้นกว่าเดิม รักษาโดยการฉีดยาแล้วก็อาจใช้รังสีเอกซเรย์และยารับประทานร่วมด้วยได้

เราสามารถรักษาแผลเป็นได้หลายวิธีด้วยกัน ควรปึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับแผลเป็นเรานะคะ แต่ทางที่ดีควรป้องกันตัวเองและระมัดระวังไม่ให้เกิดแผลเป็นน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด