วิธีกดสิวด้วยตัวเอง มีขั้นตอนการทำยังไงบ้าง

การบีบสิว กดสิว เป็นอีกวิธีรักษาสิวอีกที่มีทั้งผลดีและผลเสีย หากต้องการบีบสิวหรือต้องเจาะสิวในกรณีเป็นสิวหัวปิดเพื่อที่จะเอาหัวสิวออกด้วยตนเองโดยไม่ทราบวิธีที่ถูกต้อง อาจทำโดยผิดวิธี เสี่ยงที่สิวจะอักเสบมากขึ้นและรักษาหายได้ยากขึ้นหรืออาจกระตุ้นให้สิวลุกลามมากขึ้นก็เป็นได้ การกดสิวโดยผิดวิธีนั้นยังทิ้งรอยแผลเป็นดำคล้ำไว้บนผิวหน้า ในบางรายอาจเกิดหลุมสิวขึ้นด้วยทำให้ผิวหน้าไม่เรียบเนียน

รู้จักประเภทของสิวก่อนเริ่มบีบสิว

  1. การบีบสิว หรือเจาะสิว ใช้รักษาได้กับสิวบางประเภทเท่านั้น โดยประเภทสิวที่ใช้วิธีกดสิวแล้วเห็นผลคือ สิวชนิดหัวเปิดทั้งสิวหัวดำและสิวหัวขาว
  2. ประเภทสิวที่ไม่เหมาะกับวิธีกดสิวคือ สิวอักเสบหัวแดง เพราะนอกจากจะไม่สามารถกดหัวออกได้แล้ว ยังอาจเป็นการกระตุ้นทำให้เกิดการอักเสบมากขึ้นอีกด้วย
  3. อีกประเภทสิวที่กดแล้วไม่เห็นผลเลยหรือไม่สามารถรักษาโดยการกดได้นั่นคือ สิวหัวช้าง

การกดสิวเองกับกดกับหมอต่างกันอย่างไร

         แน่นอนว่าการกดสิวกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหากเป็นสิวอุดตันทั้งหัวขาว หรือหัวดำวิธีการกดก็ไม่ต่างจากที่เรากดด้วยตัวเองมากนัก เพียงแต่ในคลินิกจะมีอุปกรณ์ที่พร้อมและสถานที่ที่สะอาดกว่า แพทย์มีความชำนาญ และหากมีสิวที่อักเสบจนไม่สามารถกดออกได้แพทย์ฉีดยาเข้าไปเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียในสิวโดยตรง เราไม่สามารถฉีดยาสิวเองได้ เพราะฉะนั้นถ้ามีสิวที่สุกแล้ว และไม่ก็สามารถกดเองได้แต่ต้องทำอย่างระมัดระวังและรักษาความสะอาด แต่หากไม่สะดวกอยากกดสิวแบบมั่นใจ ที่สะอาดทั้งสถานที่และอุปกรณ์ หรือมีสิวอักเสบชนิดอื่น ๆ ที่ไม่สามารถกดออกเองได้ ควรไปพบแพทย์ที่คลินิกผิวหนังให้ช่วยกำจัดสิวเม็ดนั้นจะดีกว่า

วิธีบีบสิว กดสิว หรือเจาะสิวที่ถูกต้องด้วยตนเอง

การบีบสิวโดยใช้นิ้วมือ 2 นิ้ว หรือใช้เล็บกดไปที่ผิวหนังบริเวณข้าง ๆ เม็ดสิว นับว่าเป็นวิธีบีบสิวหรือเจาะสิวที่ผิดวิธี เพราะนอกจากจะกระตุ้นการอักเสบแล้วยังทำให้ผิวหน้าดำช้ำเป็นบริเวณกว้าง หรือเป็นหลุมได้ การกดสิวแบบนี้บางเม็ดก็ออกไม่หมดจนเกิดการติดเชื้อแล้วทำให้สิวอักเสบลุกลามไม่หายขาดได้ การใช้อุปกรณ์แทนการใช้นิ้วหรือเล็บเป็นวิธีบีบสิวที่ถูกต้อง เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เป็นสิวอักเสบ

วิธีเตรียมตัวก่อนกดสิวและวิธีการกดสิวที่ถูกต้อง

ขั้นตอนการเตรียมอุปกรณ์

  1. ที่กดสิวแบบที่ด้านหนึ่งมีลักษณะคล้ายขดลวดสำหรับกดสิว ส่วนอีกด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นปลายแหลมสำหรับใช้เจาะสิว
  2. น้ำอุ่นแบบไม่ร้อนเกินไป
  3. ผ้าขนหนู ขนนุ่ม สะอาด
  4. น้ำเกลือสำหรับล้างแผล
  5. แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ
  6. สำลี
  7. กระดาษทิชชู่
  8. ถุงมือยางอนามัย

วิธีการกดสิว

  1. ทำความสะอาด

ก่อนการกดสิวต้องล้างมือให้สะอาด ควรสวมถุงมืออนามัยด้วยจะดีมาก จากนั้นทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือกดด้วยการแช่กับแอลกอฮอล์ก่อนแล้วจึงนำมาใช้

  1. เปิดรูขุมขน

ให้นำผ้าชุบน้ำอุ่นวางโปะไว้ที่ใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ความอุ่นจะทำช่วยเปิดรูขุมขนบนใบหน้า เพื่อให้การบีบสิวหรือเจาะสิวออกง่ายขึ้น และลดการอักเสบจากการกดสิวได้

  1. กดสิว

ใช้อุปกรณ์ด้านที่เป็นห่วงกดเบา ๆ ทำมุมกับผิว 45 องศา กดได้เฉพาะสิวหัวขาวหรือสิวหัวดำที่หัวเปิดเท่านั้น หากฝืนกดบนสิวหัวปิด นอกจากจะกดไม่ออกจะทำให้ผิวหน้าช้ำและอักเสบอีกด้วย เมื่อเริ่มกดสิวแล้วควรกดหัวสิวออกให้หมด เนื่องจากถ้าหัวสิวเม็ดนั้นออกไม่หมดจะเกิดการอักเสบและทำให้เกิดสิวซ้ำขึ้นมาได้

  1. กดสิวหัวดำบางหัว

วิธีการกดสิวชนิดนี้ ให้ใช้เข็มเจาะบนจุดที่นูนที่สุดบนหัวสิวเบา ๆ และกดด้วยอุปกรณ์กดสิว การกดวิธีนี้อาจมีเลือดไหลออกมาด้วยไม่ต้องตกใจ ให้ใช้ลำลีเช็ดให้เรียบร้อย

  1. ล้างแผล

เมื่อบีบสิวบนใบหน้าจนหมดแล้ว ให้ใช้สำลีชุบน้ำเกลือสำหรับล้างแผล เช็ดเบา ๆ ให้ทั่วหน้า เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อและทำความสะอาดแผล และทายารักษาสิวบริเวณสิวหัวอักเสบจะช่วยให้แผลหายไวเร็วขึ้น

ดูแลผิวหลังกดสิว

          หลังจากกดสิวแล้วควรหน้าทำความสะอาดผิวในทันทีโดยใช้โฟมสูตรอ่อนโยน และเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยครีมที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ การล้างหน้าด้วยโฟมนั้นจะทำให้ผิวหน้าแห้งตึงได้แม้ในสาวที่มีผิวหน้ามัน ดังนั้นการเติมมอยส์เจอไรเซอร์จึงเป็นเรื่องสำคัญกับทุกสภาพผิว อีกทั้งเมื่อผิวชุ่มชื้นจะช่วยทำให้แผลเป็นจางเร็วขึ้นด้วย หรืออาจทายา Salicylic Acid ชนิดครีม ความเข้มข้นประมาณ 0.5-2 เปอร์เซ็นต์ ทาลงบาง ๆ บนผิววันละ 1-3 ครั้ง จะทำให้รอยแผลหายเร็วยิ่งขึ้น และในระหว่างนี้จนกว่าจะมีการผลัดเซลล์ผิวใหม่ ห้ามไปแกะหรือเอามือไปสัมผัสบริเวณที่กดสิวบนใบหน้าเด็ดขาดเพื่อรักษาความสะอาดบนใบหน้าทำให้สิวไม่กลับมาเยือนอีกครั้ง

  1. ล้างหน้าให้สะอาด

หลังจากบีบสิวออกจนหมดแล้ว อาจจะมีเลือดและหนองไหลออกมาด้วย เราจึงต้องทำความสะอาดผิวบริเวณนั้น เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้แบคทีเรียอาจจะเข้าไปสะสมและรวมตัวกันอยู่ดังเดิม ทำให้สิวหายช้ามากขึ้นหรือเกิดอาการอักเสบหนักขึ้นอีกได้ หลังกดสิวควรล้างหน้าให้สะอาดอย่างเบามือ โดยควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีส่วนผสมจากเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) จะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบนผิวอันเป็นสาเหตุในการเกิดสิวมากขึ้น และยังทำให้สิวแห้งและหายเร็วขึ้นอีกด้วย

  1. ใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวมแดง

การใช้นำแข็งประคบเพื่อลดอาการบวมแดง น้ำแข็งจะช่วยปิดรูขุมขน อาจใช้ควบคู่กับว่านหางจระเข้เพื่อลดอาการแพ้  ในกรณีที่บางคนที่มีความแดงจากการกดสิวขึ้นมากกว่าปกติ แนะนำให้ใช้เป็นว่านหางจระเข้สด นำตรงเจลมาบดและ หรือเจลว่านจระเข้ก็ได้ นำมาประคบไว้ที่บริเวณกดสิว เพื่อลดอาการบวมแดง 

  1. ใช้ยาฆ่าเชื้อ

หลังจากที่เราทำความสะอาดบริเวณที่กดสิวไปแล้วนั้น ให้หยดยาฆ่าเชื้อลงบนสำลีและเช็ดเบา ๆ บริเวณที่กดสิว เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวนั่นเอง นอกจากนี้การทายาฆ่าเชื้อจะช่วยให้สิวยุบลงและแห้งเร็วขึ้น ช่วยลดอาการระคายเคืองและอักเสบบวมแดงอีกด้วย

  1. งดทาครีมบำรุงบริเวณที่กดสิว

หากต้องการให้สิวหายเร็วมากขึ้น แนะนำให้งดทาครีมบำรุงผิวหรืองดแต่งหน้าไปก่อนในช่วงแรก เนื่องจากจะเพิ่มการอุดตันและกระตุ้นการอักเสบของผิวได้ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากน้ำมันเพราะน้ำมันเป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดสิวอย่างดีเลยล่ะ หากคุณทาครีมในบริเวณที่พึ่งจะกดสิวไป จะยิ่งทำให้สิวเห่อ บวมและลุกลามกว่าเดิมจนกลายเป็นสิวอักเสบอีกครั้งได้แน่นอน

เราได้รู้จักสิวชนิดต่าง ๆ กันแล้วว่าสิวตัวไหนกดได้หรือกดไม่ได้ เมื่อสาว ๆ กดสิวด้วยตัวเองกันแล้วเนี่ย สิ่งที่ต้องทำก็คือการดูแลรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบหรือเป็นรอยแผลเป็นขึ้น หากผิวได้รับการดูแลทำความสะอาดด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ดี ได้มาตรฐาน และอ่อนโยนเช่นน้ำเกลือล้างแผลที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานนั้น เนื้อเยื่อจะสมานตัวได้เร็ว และลดอาการระคายเคือง ไม่ทำลายเนื้อเยื่อผิวมาก ทำให้แผลสะอาดและหายเร็วขึ้น โอกาสเกิดริ้วรอยแผลเป็นก็จะน้อยลง ถ้าสาว ๆ นำวิธีข้างต้นไปลองทำกันแล้วรับรองว่าจะได้หน้าใสไร้สิว และไร้รอย กลับคืนมา เติมความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันกันอย่างแน่นอน