สิวผด การดูแล รักษาและป้องกัน

สิวผด

สิวผด (Acne estivalis) สิวชนิดนี้จะพบเห็นได้บ่อยกว่าสิวชนิดอื่น ๆ มีลักษณะคล้ายผดผื่นเล็ก ๆ และมีหัวแหลม มักขึ้นกระจนบนผิวหน้า โดยมักจะดูเรียบหรือดีขึ้นในตอนเช้า และจะเห่อ ๆ ในช่วงตอนบ่ายของวัน ในบางครั้งสิวชนิดนี้อาจมีลักษณะเป็นผื่นสีแดงและมีอาการคันร่วมด้วยได้ การล้างหน้าบ่อย ๆ มักจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดมากขึ้น และยิ่งรักษาไม่ถูกวิธีจะเป็นมากขึ้นกว่าเดิม ส่วนบริเวณที่พบได้บ่อย ๆ คือ บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะหน้าผากและขมับ สิวชนิดนี้มีทั้งประเภทอักเสบและไม่อักเสบ หลายคนที่มีปัญหาสิวผด ในเมื่ออยู่ในอากาศร้อนมาก ๆ จะเห่อมากกว่าปกติ ส่วนช่วงเช้าจะยุบลงหรือมีอาการลดลงและมีน้อยกว่าช่วงบ่ายที่แดดแรง ๆ

เกิดจากอะไร

สิวผดเกิดนั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่

  • เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่ง ชื่อ P.OVALE ซึ่งเชื้อราตัวนี้จะเกิดปฏิกิริยากับผิวบริเวณต่อมไขมันบนผิวหน้า เช่น หน้าผาก จมูก คาง จนทำให้เกิดเป็นสิวผดขึ้นมา
  • เกิดจากอาการแพ้ ซึ่งเป็นอาการแพ้บางอย่างของร่างกายต่อสิ่งแวดล้อมภายนอก โดยส่วนมากการแพ้นั้นจะเกิดจากผิวหนังโดนแสงแดดและความร้อน สิ่งกระตุ้นเหล่านี้ทำให้ผิวหนังต้องเร่งการขับเหงื่อมากขึ้น แต่เมื่อต่อมเหงื่อไม่สามารถระบายเหงื่อออกได้หมด จึงทำให้เกิดการอุดตัน กลายเป็นตุ่มน้ำเล็ก ๆ คล้ายกับผดผื่น สิวผดจะเกิดขึ้นได้มากและได้ง่ายในอากาศที่ร้อนขึ้น หรือมีความร้อนสูง
  • ผิวหนังเกิดการระคายเคืองขึ้น เช่น การแพ้สารบางอย่างในครีมบำรุงผิว เครื่องสำอาง รวมถึงเมื่อต้องเจอกับมลภาวะต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งทางน้ำและทางอากาศ ทำให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียบนผิวหน้าและเกิดเป็นสิวผดนั่นเอง
  • การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว เป็นอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวผดได้ เช่น ในคนที่มีผิวหน้าแห้ง แต่ใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับหน้ามัน จะส่งผลให้ผิวหน้ายิ่งแห้งมากขึ้น จึงเกิดความระคายเคืองขึ้นและกระตุ้นให้เกิดสิวผดได้
  • อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ล้างหน้า ถ้าล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเกินไปจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดสิวผดและสิวประเภทอื่นได้
  • การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือรับประทานอาหารที่มีไม่มีประโยชน์หรือสารอาหารไม่ครบถ้วน ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวผดได้เช่นกัน

วิธีรักษาสิวผด

  1. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมส่วนตัว รักษาสิวผดโดยเริ่มจากการป้องกัน หากต้องการป้องกันสิวทุกชนิดและยับยั้งไม่ให้สิวเห่อมากขึ้น สาว ๆ สามารถเริ่มได้ที่ตัวเองและลดพฤติกรรมต่าง ๆ หรือการเข้าคอร์สผิวต่าง ๆ ที่จะเป็นการรบกวนผิวหน้าของเราได้ เช่น การนวดหน้า ขัดหน้า เช็ดถูหน้า การแคะ แกะเกาใบหน้าบ่อย ๆ เพราะบางคนจะเกิดความกังวลชอบเอามือลูบไล้ใบหน้าอยู่บ่อย ๆ เพราะหน้าเป็นสิว จนลืมไปว่ามือเรานั้นไม่สะอาด และสิ่งนี้ก็เป็นปัจจัยไปกระตุ้นสิวที่มีอยู่แล้วให้ลุกลามมากยิ่งขึ้น
  2. ล้างหน้าอย่างถูกวิธี อย่างที่เคยทรายกันมาแล้ว ว่าล้างหน้าบ่อยเกินไปจะทำให้ผิวแห้ง ดังนั้นคุณไม่ควรล้างหน้าบ่อย ๆ เพราะธรรมชาติอย่างหนึ่งของสิวผดก็คือ การล้างหน้าบ่อย ๆ ก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นการเกิดสิวผดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นคุณควรล้างหน้าเฉพาะที่จำเป็น ตามปกติ ไม่เกินวันละ 2-3 ครั้ง ถ้าต้องล้างหน้าในระหว่างวัน ให้ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าตามอุณหภูมิปกติ ไม่ควรใช้น้ำอุ่นในการล้างหน้า หลีกเลี่ยงการล้างหน้าด้วยสบู่ และควรล้างหน้าทุกครั้งหลังจากออกกำลังกายเสร็จ เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรก ความมันบนใบหน้า และลดแบคทีเรีย
  3. ดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ การมีจิตใจแจ่มใส ไม่เครียดหรือกังวลมากเกินไปเป็นสิ่งที่ดีสามารถไล่สิวไปให้ไกลจากเราได้ เพราะความเครียดจะทำให้ต่อมไขมันทำงานหนักมากขึ้น และควรพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ไม่ควรนอนดึกมากจนเกินไป
  4. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดอาหารฟาสฟู้ด ทอด มัน รสจัด คุณควรหันมารับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะในผักและผลไม้นั้นมีสารสำคัญต่อผิวมากมาย พยายามเสริมแร่ธาตุอย่างเช่นสังกะสี (Zinc) เพื่อช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ดื่มน้ำให้มาก ๆ เพื่อช่วยปรับสมดุลของร่างกายภายในให้เย็นและเพิ่มความชุ่มชื้น
  5. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยนต่อผิวหน้า และเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับสภาพผิวของเรา ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างหน้าจนถึงการบำรุงผิว เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทว่านหางจระเข้ โรสแมรี ฯลฯ หรือผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่มีสามารถขจัดแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดสิว จะช่วยยับยังสิวได้ รวมไปถึงครีมกันแดดด้วยก็ต้องหมั่นทาเป็นประจำ และที่สำคัญคือคุณต้องล้างออกให้สะอาดหมดจดไม่เหลือคราบบนใบหน้า เพราะไม่อย่างนั้นมันอาจจะก่อให้เกิดสิวอุดตันขึ้นมาได้
  6. หลีกเลี่ยงการใช้ครีมหรือยาที่ทำให้ผิวหน้าระคายเคืองมากขึ้น เช่น Retinoic acid, Benzoyel peroxide AHA, BHA เป็นต้น
  7. หลีกเลี่ยงแสงแดด ควรใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเมื่อออกจากบ้าน ให้ทาจนติดเป็นนิสัย โดยเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีความมันน้อย ๆ เช่น กันแดดที่มีค่า SPF 30 PA+++ จึงจะเพียงพอสำหรับการปกป้องผิว
  8. ยาคีโตโคนาโซล (Ketoconazole) สำหรับสิวผดที่เกิดจากเชื้อยีสต์ แพทย์อาจให้ยาคีโตโคนาโซลมาทา แต่ต้องเป็นการใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  9. ยาอะดาพาลีน (Adapalene) เลือกใช้กลุ่มผลิตภัณฑ์เรตินอยด์ (Retinoids) ประเภทอะดาพาลีน นำมาใช้ทาก่อนนอน เพื่อเร่งให้สิวผดผุดขึ้นมามีหัวสิว แล้วจะสามารถกำจัดออกได้ง่ายขึ้น
  10. ทำเลเซอร์ วิธีนี้ใช้เวลารักษาไม่นาน อาจเหมาะสำหรับคนที่มีงานสำคัญ ต้องรักษาหน้าโดยด่วน และคนใจรอน รอไม่ไหว ให้เลือกใช้วิธีเร่งด่วนมากอย่างการทำเลเซอร์ ซึ่งวิธีนี้อาจทิ้งรอยดำไว้บนใบหน้า ซึ่งคนที่เลือกวิธีนี้ หลังจากรักษาจะต้องดูแลรักษาร่องรอยเหล่านั้นให้กลับคืนสีผิวปกติ ในปัจจุบันจะมีคนเลือกรักษาด้วยเลเซอร์กันเยอะ เพราะนอกจากจะลดสิวผดแล้วยังสามารถกำจัดสิวอุดตันได้ด้วย แถมทำแต่ละครั้งก็กำจัดได้ทั่วใบหน้า และการลบเลือนรอยดำต่าง ๆ ในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย ครีมสมัยนี้ก็มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถลดรอยดำได้ดี จึงทำให้วิธีนี้ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่เป็นสิวผด
  11. ปรึกษาแพทย์ผิวหนัง เป็นวิธีที่ปลอดภัยมาก ๆ หากคุณต้องการป้องกันการเกิดสิวผดอย่างถาวร  การปรึกษาแพทย์ จะเริ่มหาตั้งแต่สาเหตุ แนวทางการป้องกันตรงจุด และวิธีรักษาสิวผดอย่างถูกต้อง ที่สำคัญก็คือไม่ควรซื้อยามารับประทานหรือรักษาเอง เพราะอาจเกิดอันตราย ทำให้เป็นมากขึ้น เนื่องจากยารักษาสิวส่วนมากมักมีส่วนผสมของสเตียรอยด์และใส่ปริมาณมากกว่าที่กำหนด
  12. สูตรมะนาว ผงพิเศษตราร่มชูชีพ และแป้งโยคี สูตรสมุนไพรพื้นบ้าน เป็นสูตรที่สามารถใช้ได้ทั้งใบหน้าและลำตัว มีคุณสมบัติช่วยให้สิวแห้งแล้วยังช่วยลดรอยด่างดำที่เกิดจากสิวได้ดี เหมาะกับผู้มีผิวมันและผิวผสม ทำต่อเนื่องระยะเวลาประมาณ 1 เดือนครึ่ง ก็จะสามารถเริ่มเห็นผล หากคุณทำอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ก็จะเห็นผลความชัดเจนได้ใน 4-5 เดือน โดยให้ทำทุก ๆ วัน วิธีการ ใช้ส่วนผสมเพียง 3 อย่าง คือ น้ำมะนาวครึ่งลูก ผงพิเศษตราร่มชูชีพ และแป้งโยคี นำมาผสมให้พอประมาณให้ได้น้ำหนึบ ๆ พอที่จะทาติดหน้าได้ นำมาทาหน้าทิ้งไว้ทั้งคืน สำหรับสูตรนี้มะนาวจะรับหน้าที่เป็นตัวการสำคัญในการรักษา เนื่องจากมี AHA ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก จึงช่วยทำให้รูขุมขนสะอาด และช่วยให้จุดด่างดำจางลงด้วย

สำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเกิดขึ้นได้ง่ายบนใบหน้าและเกิดขึ้นเป็นประจำ รักษาอย่างไรก็ยังไม่หายขาด อย่าเพิ่งรีบท้อใจไป ให้คุณค่อย ๆ รักษาและป้องกันจากต้นเหตุควบคู่กันไป แล้วคุณจะเห็นผลลัพ์ที่ดีขึ้นได้ในไม่ช้าแน่นอน