สิวหัวช้าง การดูแล รักษาและป้องกัน

สิวหัวช้าง เมื่อได้ยินชื่อนี้แล้วอาจนึกภาพได้ว่าต้องเป็นสิวอักเสบ บวมแดง รักษายากแน่นอนเลย ใช่แล้ว สิวชนิดนี้จะเป็นสิวเม็ดค่อนข้างใหญ่และมีการอักเสบอยู่ตลอดทำให้บางเมื่อเป็นสิวหัวช้างขึ้นมาล่ะก็ เกิดอาการเครียดไปทั้งวันเลยก็ว่าได้ เพราะแค่เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ยังทำเอาไม่มั่นใจไปทั้งวันแล้ว เมื่อเป็นสิวหัวแล้วไม่เป็นอันทำอะไรแน่นอน

สิวหัวช้าง (Acne Conglobata) เป็นสิวอักเสบชนิดหนึ่งที่มีความรุนแรงมาก เม็ดสิวจะมีลักษณะเป็นตุ่มบวมแดงขนาดใหญ่กว่าสิวแบบอื่น ๆ เมื่อกดลงไปจะรู้สึกแข็งเป็นไตร่วมกับมีอาการเจ็บปวด โดยอาการเจ็บจากสิวนี้เกิดขึ้นได้เป็นอาทิตย์เลยทีเดียว เนื่องจากการอักเสบภายใต้ผิวหนัง ภายในสิวหัวช้าง 1 ตุ่ม อาจพบหัวสิวแบบอื่น ๆ ได้มากถึง 2-3 หัวสิว หรือไม่มีหัวเลยก็ได้
สิวหัวช้างโดยมากแล้วมักพบบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะช่วงทีโซน จมูก คาง และหน้าผาก (T-Zone) แต่บางครั้งก็อาจพบได้ที่หน้าอก และหลัง สิวชนิดนี้รักษาให้หายได้ยาก ยิ่งถ้าหากเอามือไปบีบเค้นหัวสิวออกมา อาจทำให้เกิดการอักเสบบวมแดงมากขึ้น หรือเกิดแผลเป็นหรือหลุมสิวขนาดใหญ่ขึ้น

สิวหัวช้างเกิดจากอะไร

สิวชนิดนี้คือสิวอักเสบที่เกิดจากการอักเสบอุดตันของไขมันใต้ผิวและปฏิกิริยาของแบคทีเรียในเซลล์ผิวหนัง หรืออาจเกิดจากการมีสิวหัวดำอุดตันอยู่ในบริเวณนั้นเป็นจำนวนมาก จนทำให้เกิดอาการบวมแดงเป็นตุ่มนูนขึ้นมา จากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสิวหัวช้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิวแตกหรือยุบตัวลงไปในที่สุด แต่ก็ใช้เวลนานพอสมควรเลยทีเดียว

สิวชนิดนี้ไม่สามารถมองเห็นหัวสิวได้ชัด จะมีแต่หนองและเลือดอยู่ด้านใน โดยส่วนใหญ่จะขึ้นในบริเวณจมูก แก้ม ท้ายทอย และตามลำตัว หากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ โดยไม่รักษาอาจทำให้เกิดแผลเป็นลึกและทำให้เกิดเป็นฝีได้ สิวหัวช้างนี้ แม้จะมีอาการรุนแรงมากที่สุดในบรรดาสิวทั้งหมด แต่สาเหตุของการเกิดสิวหัวช้าง ก็เหมือนกับสิวชนิดอื่น ๆ ทั่วไป คือเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น

  • ฮอร์โมน ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเกิดสิวมากที่สุดนั้นคือฮอร์โมน ที่มีชื่อว่า ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชาย และฮอร์โมนดีไฮโดรอิพิแอนโดรสเตอโรนซัลเฟต (Dehydroepian Drosterone-Sulfate: DHEA-S) ดังนั้นคุณจะพบได้ว่า สิวหัวช้างจะพบมากในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น เนื่องจากในช่วงวัยนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนสูง
  • กรรมพันธุ์ กรรมพันธุ์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งในการเกิดสิว หากบิดาหรือมารดาหรือคนในครอบครัว เคยเป็นสิวหัวช้างมาก่อน ก็มีโอกาสที่ลูกจะเป็นสิวหัวช้างได้มากถึง 25%
  • ความมันบนใบหน้า ผู้ที่มีผิวหน้ามันจะมีโอกาศเกิดสิวหัวช้างบนหน้าได้มากที่สุด เพราะผู้ที่มีน้ำมันบนผิวหน้ามาก มักจะมีการอุดตันของน้ำมันในรูขุมขน เมื่อเจอกับฝุ่นและเชื้อแบคทีเรียก็จะเกิดสิวอักเสบได้ง่าย ซึ่งในระยะแรกๆ สิวหัวช้างอาจเป็นเพียงสิวอักเสบเม็ดเล็ก ๆ ก่อนหลังจากนั้นถ้าหากมีอาการรุนแรง หรือมีการอักเสบมากขึ้น ก็จะกลายมาเป็นสิวหัวช้างในภายหลัง
  • การใช้ชีวิตประจำวัน การดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ การไม่ดูแลรักษาเรื่องความสะอาด หรือล้างหน้าไม่สะอาด ทำให้ทิ้งสารตกค้างบนผิวหน้า ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดสิว อุดตันและสิวหัวช้างได้ทั้งหมด โดยอาการเริ่มแรกของการเกิดสิวหัวช้าง คือ จะรู้สึกคัน เมื่อเอานิ้วกดจะรู้สึกเจ็บนิด ๆ ที่บริเวณผิวหนังกำลังจะเกิดสิวขึ้น หลังจากนั้นจะเริ่มมีตุ่มบวมแดง เมื่อกดจะเริ่มรู้สึกเจ็บมากกว่าเดิม และตุ่มจะขยายใหญ่เรื่อย ๆ สิวชนิดนี้อาจมีหัว หรือไม่มีหัวก็ได้

วิธีรักษาสิวหัวช้าง

เมื่อเริ่มเป็นสิวหัวช้างหรือเป็นสิวแต่ยังมีขนาดเล็ก ๆ อยู่ ก็ควรรักษาและดูแลผิวหน้าอย่างเร่งด่วน ไม่ปล่อยทิ้งไว้ ล้างหน้าให้สะอาดด้วยการใช้สบู่รักษาสิวหรือเจลล้างหน้าที่มีค่าสมดุลผิวเป็นกลาง ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาดไม่ทิ้งคราบเครื่องสำอางและสิ่งตกค้าง บนใบหน้า หลังจากนั้นจึงใช้ยารักษาสิวในกลุ่มเบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก หรือคลินดามัยซิน ทาบริเวณที่เป็นสิวเพื่อฆ่าเชื้อสิวและลดไขมันอุดตันสะสมบนผิวหน้า ที่สำคัญเมื่อเริ่มมีอาการอักเสบมากขึ้น ควรรับประทานยาแก้อักเสบติดต่อกัน 2 สัปดาห์ขึ้นไป เพื่อบรรเทาอาการอักเสบของสิวหัวช้าง ช่วยให้ยุบหรือฝ่อตัวได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้า มาสก์หน้า หรือทำทรีตเมนต์ผิวหน้าในช่วงที่เป็นสิวด้วย เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวอักเสบและระคายเคืองมากไปกว่าเดิม การรักษาสิวหัวช้างมีหลายวิธีมาก ๆ  คนส่วนใหญ่จะเลือกใช้ยาทาภายนอก ซึ่งแต่ละวิธีก็จะเหมาะสมกับแต่ละบุคคลแตกต่างกันไป บางวิธีอาจช่วยให้หายได้เร็วภายใน 3-5 วัน ขณะที่บางวิธีอาจใช้เวลารักษานานกว่านั้น เรารวบรวมวิธีที่ทดลองมาแล้วว่าเห็นผลดี มาให้ลองทำตามกัน ดังต่อไปนี้

  • ล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง แต่เพราะการล้างหน้าบ่อย ๆ ไม่ได้เป็นผลดีกับผิวแต่จะทำให้ผิวหน้าระคายเคือง และทำให้หน้าแห้ง จึงส่งผลให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันมากขึ้น และกระตุ้นการเกิดสิวมากกว่าเดิมนั่นเอง ดังนั้นการล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ก็เพียงพอแล้ว โดยใช้โฟม หรือสบู่ล้างหน้าสูตรอ่อนโยน หรือสูตรกำจัดสิว แต่หากต้องการล้างหน้าระหว่างวันควรล้างด้วยน้ำเปล่า
  • ใช้ผลิตภัณฑ์รักษาสิว เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิดใหญ่ๆ ได้แก่
    • กลุ่มยา Benzoyl Peroxide มีคุณสมบัติที่ดีในการรักษาสิวมากมาย เช่น ลดการอุดตัน ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตาย แต่หากใช้นาน ๆ จะทำให้ผิวแห้ง และระคายเคืองได้
    • ยากลุ่มเรตินอยด์ ยากลุ่มนี้มีคุณสมบัติช่วยลดการขับน้ำมัน สามสารถลดการอุดตัน และลดการอักเสบของสิวได้ค่อนข้างดี ไม่ควรใช้ปริมาณที่เยอะ และในหญิงมีครรภ์ไม่สามารถใช้ได้
    • ยาปฏิชีวนะ ยาปฏิชีวนะทั้งแบบทา และรับประทาน สามารถลดปริมาณเชื้อแบคทีเรีย Acne (Propionibacterium acnes) จึงลดการอักเสบของสิวได้ อาจเกิดอาการดื้อยาหากใช้ไปนาน ๆ
    • กลุ่มยาฮอร์โมน แต่ผลิตภัณฑ์นี้จะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่า สิวหัวช้าง เกิดจากปัญหาฮอร์โมน ยาจะมีคุณสมบัติ คือต้านฮอร์โมนเพศชาย ส่วนใหญ่ผู้ที่ทานมักจะมีผลข้างเคียง เช่น น้ำหนักขึ้น ปวดศีรษะ ปัสสาวะบ่อย
    • นอกจากการรักษาสิวด้วยวิธีของแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว การรักษาแบบแพทย์แผนไทยก็ได้ผลดีเช่นกัน คือ การรักษาด้วยดินสอพองที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดอาการบวมแดงและอักเสบลงได้ สมัยก่อน ก่อนที่จะนำดินสอพองมาพอกหน้า หรือแต้มสิว ต้องมั่นใจว่า ได้นำไปเผาไฟเพื่อฆ่าเชื้อแล้ว หลังจากนั้นจะจัดเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิท จึงจะนำมาใช้รักษาสิวหัวช้างได้แบบไม่มีผลข้างเคียง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ และวิธีสุดท้าย คือการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว ควบคู่กับการพักผ่อนให้เพียงพอ รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะผัก และผลไม้ จะช่วยลดการอักเสบและลดการเกิดสิวหัวช้างได้ และยังทำให้สิวหายเร็วขึ้นอีกด้วย

วิธีรักษาสิวหัวช้างแบบธรรมชาติ

  1. เรามีวิธีรักษาสิวหัวช้างด้วยอุปกรณ์ก้นครัวทำง่ายแสนง่ายมาฝากกัน
  2. ให้นำมะนาวสด 1 ลูกมาฝาน บีบเอาแต่น้ำ จากนั้นให้นำสำลีมาชุบแล้วทาที่บริเวณหัวสิว ควรทำติดต่อกันทุกวันเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่เร็วขึ้น
  3. แต่หากสาว ๆ รีบร้อนอยากให้สิวหัวช้างหายภายใน 1 วัน ก็ให้ใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเช็ดที่หัวสิวทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง ภายใน 1 วัน รับรองสิวหัวช้างจะยุบได้อย่างรวดเร็วทันใจแน่นอน
  4. อย่างไรก็ตาม หากสาว ๆ ดูแลรักษาสิวหัวช้างตามวิธีข้างต้นแล้ว แต่อาการยังไม่ดีขึ้น หรือมีการปวดระบมบริเวณสิวหัวช้างมากขึ้นกว่าเดิม ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาตามความเหมาะสมต่อไป