สิวหิน การดูแล รักษาและป้องกัน

สาว ๆ อาจจะเคยส่องกระจกหรือเอามือลูบที่ใบหน้าแล้วสังเกตเห็นตุ่มเม็ดสีขาว ๆ เหลือง ๆ ที่อยู่ตามใต้ตาหรือเปลือกตา และหลายคนอาจสงสัยว่ารอยอะไร เจ้าเม็ดเหล่านั้นน่ะคือ สิวหิน หรือ สิวข้าวสาร มีสาเหตุเกิดมาจากการอุดตันของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วกับไขมันที่อยู่บนใบหน้า จนเกิดเป็นลักษณะสิวหัวปิด ส่วนใหญ่แล้วหัวสิวจะมีสีขาวหรือเหลือง สิวชนิดนี้มักขึ้นบริเวณรอบดวงตา โหนกแก้ม และจมูก จะรักษาให้หายขาดยาก บางทีหายแล้วก็ยังกลับมาอีกเรื่อย ๆ จนทำให้รู้สึกรำคาญใจ 

รักษาสิวหินและวิธีป้องกันการเกิดสิวหินนั้น บอกเลยว่าวิธีรักษาไม่ยากอย่างที่คิด จะมีวิธีใดบ้าง ไปดูกันเลย

สิวหินและสิวข้าวสาร

สิวหิน สิวข้าวสาร เมื่อมองเผิน ๆ แล้วเราอาจจะเห็นว่ามันมีลักษณะเป็นสิวเม็ดเล็กสีขาว ๆ เหมือน ๆ กัน แต่อันที่จริงแล้วสิวหิน สิวข้าวสารไม่ใช่สิวชนิดเดียวกัน และไม่ได้อันตรายร้ายแรงหรือเป็นสาเหตุของเนื้องอกต่าง ๆ แต่อย่างใด

สิวหินและสิวข้าวสารนั้น มักจะมีขนาดเล็กกว่าสิวอักเสบทั่วไป และไม่มีส่วนที่ยื่นออกมาจากผิวเหมือนเนื้องอก และต่างจากซีสต์โดยเมื่อนำมือสัมผัสที่สิวหินหรือสิวข้าวสารจะมีลักษณะแข็งกว่าซีสต์

สิวหิน (Syringoma)

สิวชนิดนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นเนื้องอกเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งแต่เป็นชนิดที่ไม่ร้ายแรงซึ่งจะไม่สามารถกลายเป็นมะเร็ง มีลักษณะเป็นเม็ดกลมเล็กขนาดประมาณ 1- 3 มม.

ส่วนใหญ่จะมีสีขาวหรือสีเดียวกับผิวเรา พบมากที่บริเวณใต้ตา และโหนกแก้ม เวลาเอามือสัมผัส จะรู้สึกได้ว่าเป็นสิวนั้นเป็นเม็ดแข็ง ๆ และไม่มีอาการอื่น ๆ แต่อย่างใด ไม่เจ็บหรือปวดและไม่สามารถกดออกได้เอง

สิวหินมีเกิดขึ้นจากการผลิตเซลล์ต่อมเหงื่อใต้ผิวหนังมากเกินไป จนเกิดการอุดตันรูขุมขนใต้ชั้นผิวหนัง สิวจะอยู่ค่อนข้างลึกจึงทำให้กดออกไม่ได้ โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เซลล์ของต่อมเหงื่อผลิตมากเกินไปจนเกิดการสะสมและเกิดสิวหินขึ้นนั้น ได้แก่ พันธุกรรม อาจสังเกตได้ว่าหากใครคนหนึ่งในครอบครัวเป็นสิวหิน มีโอกาสสูงที่คนอื่น ๆ ก็มักจะมีสิวหินด้วยเช่นกัน ในผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่นผู้ป่วยโรคเบาหวานก็มีโอกาสเกิดสิวหินง่ายเช่นกัน หรืออาจมีสาเหตุมาจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของคอลลาเจนผิดปกติ เช่น Marfan’s syndrome, Ehler-Danlos syndrome เป็นต้น

การรักษาสิวหิน

  • การรักษาสิวหินมีอยู่หลายวิธีด้วยกัน เช่น การใช้ยารักษากลุ่ม Isotretinoin ซึ่งวิธีนี้ในบางกรณีอาจเห็นผลได้ช้า หรืออาจไม่เห็นผลเลย
  • การใช้วิธีการผ่าเปิดเอาสิวหินออกก็สามารถรักษาสิวหินได้ทันที แต่วิธีนี้ก็อาจทำให้บนใบหน้าหลงเหลือรอยแผลค่อนข้างเยอะ จึงไม่เป็นที่นิยมใช้
  • วิธีการเลเซอร์ เป็นวิธีการรักษาที่ได้รับคามนิยมอย่างมากเพราะเห็นผลดีและมีรอยแผลไม่มาก
  • การจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า ซึ่งหลังทำการรักษาวิธีนี้แล้ว สิวหินมักไม่เกิดซ้ำตำแหน่งเดิม แต่อย่างไรก็ตามสิวหินก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในตำแหน่งอื่น ๆ ได้

รักษาด้วยเข็ม

เบื้องต้นอาจลองหาที่กดสิวสักอันมาก่อน แล้วนำด้านเข็มกดลงไปตรงกลางที่สิวหิน จากนั้นใช้อีกฝั่งกดลงไป เพื่อดันให้หัวสิวด้านในดันออกมา แต่ถ้าหากไม่มั่นใจในฝีมือของตัวเอง ไม่เคยทำมาก่อน หรือกลัวทำให้ผิวบอบช้ำขึ้น ก็ให้ไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อให้แพทย์ใช้วิธีนี้รักษา

รักษาด้วยเลเซอร์

วิธีนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมมากทีเดียว สาว ๆ คนไหนมีพอจะมีงบในการรักษา และอยากหายกลับมาสวยใสเหมือนเดิมเร็ว ๆ  แนะนำให้ใช้วิธีเลเซอร์ และไม่ต้องกังวลเรื่องแผลเป็นหลังทำ เพราะบอกได้เลยว่า เดี๋ยวนี้มีนวัตกรรมดี ๆ มากมายที่ใช้ในการรักษา ทำให้มีรอยแผลน้อยลงหรืออาจแทบมองไม่เห็นเลย ยังไงหากสาว ๆ กังวลใจและไม่รู้จะใช้วิธีไหนดีก็ลองไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อนจะแน่นอนที่สุด

รักษาด้วยครีมที่ผสมเรตินอยด์

ถ้ากลัวความเจ็บหรือกลัวเข็มล่ะก็ สาว ๆ อาจเลือกใช้ครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์มาแต้มลงบนสิวหิน วิธีนี้เน้นการทาบ่อย ๆ ต้องใช้เป็นประจำพวกหัวสิวที่อุดตันอยู่ด้านในก็จะออกมาเอง เนื่องจากวิธีนี้ต้องใช้เวลาพอสมควรจึงต้องอาศัยความอดทนเป็นพิเศษ และควรระวังอย่าทาตรงบริเวณรอบดวงตาด้วย

รักษาด้วยปูนแดง

วิธีนี้เป็นวิธีรักษาสิวหินแบบบ้าน ๆ ที่ได้ผลดีแบบไม่น่าเชื่อ ด้วยคุณประโยชน์อันมากมายของปูนแดง แค่นำปูนแดงมาผสมน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาแต้มไว้ตรงสิวหินวันละ 1-2 ครั้ง สิวหินจะค่อย ๆ แห้งพร้อมหลุดออกไปเองโดยไม่ต้องใช้แรงกดใด ๆ ให้เจ็บเลยล่ะ

รักษาด้วยการผลัดเซลล์ผิว

สามารถเลือกวิธีการผลัดเซลล์ได้ทั้ง  2 แบบ ไม่ว่าจะทำการผลัดเซลล์ผิวด้วยวิธีธรรมชาติหรือผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี ก็สามารถกำจัดสิวหินให้ออกไปได้ดีไม่แพ้กัน แต่ถ้าคุณไม่มีเวลาหรือไม่อยากจะไปนอนทำการผลัดเซลล์ด้วยเคมีที่คลินิกล่ะก็ อาจจะลองหาผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวที่ที่ขายตามท้องตลาดใช้เป็นประจำสม่ำเสมอก็ได้ แต่แนะนำว่าควรเลือกที่ปลอดภัยและมี อ.ย. นะจ๊ะ

วิธีป้องกันการเกิดสิวหิน

คุณรู้ไหมว่าสาเหตุที่ทำให้เกิด สิวหิน หรือ สิวเม็ดข้าวสาร ส่วนมากมักมาจากการใช้เครื่องสำอางที่ไม่ได้คุณภาพ และการล้างหน้าไม่สะอาดทำให้เกิดการตกค้างของเครื่องสำอางบนใบหน้า รวมไปถึงแสงแดดจ้า การตากแดดเป็นเวลานาจนผิวหนาและผลัดเซลล์ผิวได้ยากขึ้น เราจึงมีวิธีป้องกันการเกิดสิวหินง่าย ๆ มาฝาก สามารถทำได้ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้แล้วอุดตันรูขุมขน
  2. ใช้ครีมบำรุงรอบดวงตาสูตรอ่อนโยนที่ไม่มีสารระคายเคืองผิว เพื่อช่วยลดจำนวนสิวหินรอบดวงตา
  3. ทาครีมกันแดดเนื้อบางเบาที่ไม่มีส่วนประกอบของน้ำหอม น้ำมัน หรือสารระคายเคือง เพื่อลดอากาสการเกิดสิวหิน และลดการอุดตันของผิวหนังโดยแนะนำว่าควรเลือกครีมกันแดดที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติจะดีที่สุด หรือดูที่สารประกอบ Titanium dioxide หรือ Zinc oxide ที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว
  4. แต่งหน้าเบา ๆ และใช้เครื่องสำอางให้น้อยลง ไม่ควรแต่งหน้าหนามากจนเกินไป เพราะอาจเกิดการอุดตันได้
  5. ทำความสะอาดใบหน้าให้หมดจด เช็ดล้างเครื่องสำอางและสิ่งสกปรกให้หมดจดอยู่เสมอ อย่าให้เหลือคราบต่าง ๆ ตกอยู่ที่ผิว

สิวข้าวสาร

สิวข้าวสาร (Milia) แตกต่างจากสิวหิน มีลักษณะเป็นตุ่มนูนขนาดเล็กประมาณ 1 มม. สีเดียวกับผิวหนังของเรา และมักไม่มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่เจ็บ ไม่ปวด  และเวลาจับไม่ค่อยรู้สึกใด ๆ สิวข้าวสารพบมากบริเวณเปลือกตา ใต้ตา โหนกแก้ม โดยสาเหตุหลักเกิดจาก Keratin หรือการสะสมของขี้ไคลที่อยู่บนชั้นผิวและอุดตันอยู่ภายใต้ชั้นผิว

การป้องกัน

ไม่ให้เกิดสิวข้าวสารนั้นทำได้ง่าย ๆ โดยการดูแลรักษาความสะอาดผิวหนังของเราให้สะอาด ในกรณีที่สิวข้าวสารเกิดในเด็กเล็กอาจจะหายไปได้เองตอนโต

ส่วนการรักษาสิวข้าวสาร

นั้นสามารถดูแลรักษาด้วยตัวเองได้ ด้วยการสครับผิวหน้าเบา ๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้งเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตาย อาจใช้สครับหรือเลือกสูตรธรรมชาติ เช่น น้ำตาลทรายผสมกับน้ำผึ้ง หรือเลือกใช้โฟมล้างหน้าสูตรสครับก็ได้

ในการสครับต้องทำอย่างเบามือ เพราะมิเช่นนั้นผิวอาจเสียหายได้ และหากมีอาการแพ้ ระคายเคืองควรเลิกใช้และพบแพทย์ทันที นอกจากนี้ควรเลี่ยงครีมทาหน้าที่มีน้ำมันเนื่องจากน้ำมันเพิ่มความมันบนใบหน้ามากเกินไป นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ใช้ครีมกันแดดทุกครั้งเป็นประจำเมื่อต้องเผชิญแดด และดูแลรักษาความสะอาดใบหน้าไม่ให้ผมหรือสิ่งใด ๆ มาบังใบหน้าได้หลังจากแต่งหน้าหรือทาครีมกันแดด