สิวอักเสบ การดูแล รักษาและป้องกัน

สิว เป็นปัญหาผิวที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิด หรือถ้าเกิดแล้วก็บั่นทอนความมั่นใจของสาว ๆ หลายคนได้มากเลยทีเดียว กว่าจะรักษาสิวให้หายได้ พอสิวหายเรียบร้อยยังทิ้งรอยไว้ให้ดูต่างหน้าอีก สาว ๆ หลาย ๆ คนจึงกลุ้มใจทันทีที่สิวขึ้น

ปัจจัยและสาเหตุที่ก่อให้เกิดเป็นสิวอักเสบนั้นมีมากมายหลายประอย่าง ปัจจัยแต่ละอย่างก็ส่งผลกระทบให้เกิดอาการอักเสบของสิวที่แตกต่างกันตามสภาพผิว วิธีการดูแลรักษาและฟื้นบำรุงผิวที่เป็นสิวอักเสบนั้นจึงมีความแตกต่างกันไป ผลิตภัณฑ์รักษาสิวอักเสบจึงมีมากมายหลายประเภทตามระดับความรุนแรงของสิวอักเสบ

สิวอักเสบคืออะไร

สิวอักเสบ (Inflammatory acne) หรือ Papulopustular acne คือสิวอุดตัน (Comedones) ที่มีแบคทีเรีย Propionibacterium acnes (P.acnes) เจริญเติบโตอยู่ในตุ่มสิว โดย P.acnes จะดึงดูดเม็ดเลือดขาวเข้ามาในตุ่มสิวเป็นการกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้น และยังมีเอนไซม์ช่วยในการย่อยน้ำมัน (Sebum) ในตุ่มสิวที่มีฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดการอักเสบอีกด้วย สิวอักเสบสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามขนาด และความรุนแรงของอาการอักเสบ ดังนี้

  1. สิวชนิดตุ่มนูนแดง (Papule) สิวชนิดนี้มีขนาดไม่เกิน 0.5 ซม. มีลักษณะเป็นตุ่มแดงเล็ก ส่วนมากสิวชนิดนี้เป็นสิวอักเสบในระยะแรก ๆ ที่เปลี่ยนมาจากสิวอุดตัน
  2. สิวหัวหนอง (Pustule) มีลักษณะเป็นตุ่มแดงและมีอาการปวดร่วมด้วย ข้างบนตุ่มสิวจะมีหัวหนองสีเหลือง สิวชนิดนี้มีอาการอักเสบมากกว่าสิวอักเสบชนิด Papule สิวชนิดนี้อาจเกิดจากสิวมีการติดเชื้อแบคทีเรียอื่นแทรกซ้อน
  3. สิวอักเสบแดงเป็นก้อนลึก (Nodule) สิวชนิดนี้มีโดยมีขนาดเกิน 0.5 ซม. เป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บและอาการปวดค่อนข้างมาก สาเหตุขิงสิวมักเกิดจากเป็นสิวอักเสบชนิด Papule แล้วมีการถูกกระตุ้น เช่นการกดบีบสิว ทำให้แบคทีเรียและน้ำมันในตุ่มสิวแตกกระจายอยู่ใต้ผิวหนัง ส่งผลให้สิวยิ่งอักเสบบวมแดง
  4. สิวเป็นถุงขนาดใหญ่ใต้ผิวหนัง (Acne Cyst) สิวชนิดนี้พบได้ไม่บ่อย ถุงน้ำใต้ผิวหนังอาจมีขนาดใหญ่หลายเซนติเมตร ไม่แดง ไม่ปวด ภายในถุงมีของเหลวข้นสีเหลืองหนืด สิวชนิดนี้แม้จะรักษาจนยุบแล้วมักจะกลายเป็นแผลเป็นก้อนนูนแข็งหรือเกิดหลุมสิวขนาดใหญ่ขึ้น
  5. สิวหัวช้าง (Acne Conglobata) เป็นสิวอักเสบชนิดที่มีความรุนแรงมาก พบมากในวัยรุ่นผู้ชายที่มีผิวหน้ามันมาก อาจเกิดจากกรรพันธุ์ ยิ่งถ้ามีประวัติคนในครอบครัวเป็นสิวหัวช้างด้วยก็อาจเกิดสิวหัวช้างได้ สิวหัวช้างเป็นสิวอักเสบรุนแรงหลายชนิดขึ้นรวมกันอย่างหนาแน่น ได้แก่ สิวชนิด pustule, nodule และ cyst โดยหัวสิวมักจะแตกออก จะมีหนองและน้ำเหลืองไหลตลอดเวลา สิวมักมีเกิดที่ใบหน้า หน้าอก และหลังรักษาได้ยาก หรือใช้ระยะเวลานานกว่าจะรักษาหาย และหากได้รับการรักษาที่ผิดวิธีอาจทำให้สิวลุกลามติดเชื้อและทำให้อักเสบมากขึ้น หลังจากรักษาสิวหายแล้วเซลล์ผิวหนังถูกทำลายจนกลายเป็นแผลเป็นขนาดใหญ่หรือหลุมสิวถาวร

สาเหตุของสิวอักเสบ

สิวอักเสบอาจเกิดจากการอุดตันในรูขุมขนโดยต่อมไขมันใต้ผิวและแบคทีเรียบนผิวหนัง หรืออาจเกิดกระบวนการอักเสบขึ้นมาเอง โดยปัจจัยที่ก่อให้เกิดสิวอักเสบหรือกระตุ้นสิวให้อักเสบมากขึ้น เช่น

  • กรดไขมันอิสระและไขมันผิวหนัง (Sebum) ที่ซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนัง
  • สารที่ผลิตจากแบคทีเรียที่กระตุ้นให้เกิดสิว (Propionibacterium Acnes หรือ Acne) แพร่เข้าสู่ชั้นผิวหนังและเนื้อเยื่อโดยรอบ
  • การอุดตันในรูขุมขนส่งผลให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันจะห่อหุ้มสิ่งแปลกปลอมไว้จนเกิดเป็นก้อนสะสมใต้ผิวหนัง
  • การผลิตของสารแปลกปลอมขึ้นภายในเยื่อบุเซลล์ ต่อมไขมัน หรือในระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย
  • ภาวะภูมิไวเกิน หรือปฏิกิริยาที่ผิดปกติและมากเกินไปของภูมิคุ้มกันที่ตอบสนองต่อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว
  • ระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนที่เพิ่มมากขึ้น (Testosterone) ซึ่งฮอร์โมนนี้มีส่วนในกระบวนการเจริญเติบโตในวัยรุ่นและวัยเจริญพันธุ์ ทำให้ฮอร์โมนนี้ไปกระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้ทำงานมากขึ้น
  • กรรมพันธุ์ หากมีพ่อแม่หรือครนในครอบครัวที่เป็นสิว ผู้สืบสายเลือดรุ่นต่อมามีโอกาสที่จะเป็นสิวได้
  • ฮอร์โมนเพศหญิง ผู้ป่วยเพศหญิงมีแนวโน้มเป็นสิวได้มากในช่วงที่ฮอร์โมนเพศในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะตอนช่วงมีประจำเดือนหรือช่วงที่ตั้งครรภ์
  • การอุดตันของเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้ว สิ่งสกปรกที่ตกคางบนผิวหน้าก่อให้เกิดการสะสมของแบคทีเรีย การใช้เครื่องสำอางที่ทำให้รูขุมขนอุดตัน หรือสวมใส่เครื่องแต่งกายที่รัดหรือแน่นบนผิวหนังที่เป็นสิว เป็นต้น
  • การใช้ยารักษาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาลิเทียม ยาต้านอาการชัก เป็นต้น
  • การสูบบุหรี่จัด อาจเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดสิว

ยาทาภายนอกสำหรับรักษาสิวอักเสบ

การทายารักษาสิวถือเป็นการรักษาสิวที่ได้รับความนิยมที่สุด นอกจากจะสะดวกแล้ว ยังพบอาการแพ้ได้น้อยและไม่มีผลข้างเคียงเหมือนยากิน แต่หากเป็นสิวอักเสบรุนแรง ต้องรักษาด้วยการทายายร่วมกับยากิน

  • ยากลุ่ม Benzoyl peroxide ใช้ทาก่อนล้างหน้า 5-15 นาที ยาชนิดนี้ออกฤทธิ์หลายอย่าง เช่น ช่วยลดการอักเสบ กระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว ช่วยลดสิวอุดตันและฆ่าแบคทีเรีย P.acnes  ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือช่วยป้องกันเชื้อดื้อยาด้วย ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้คือ ทำให้ผิวแห้งลอกเป็นขุย เกิดอาการ คัน แสบ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ทายา
  • ยาทาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อ (Topical antibiotics) เป็นยาปฏิชีวนะที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการอักเสบ ห้ามใช้รักษาสิวเป็นยาตัวเดียว เพราะแบคทีเรียจะดื้อยาอย่างรวดเร็ว ในระยะแรกควรใช้ร่วมกับยาทาอื่น ๆ แล้วจึงหยุดเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น
  • ยาทาเรตินอยด์ (อนุพันธ์ของกรดวิตามินเอ) เช่น Tretinoin, Isotretinoin, Adapalene ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวหนัง ช่วยลดสิวอุดตันและลดการอักเสบ แต่ม่สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียในผิวได้ และไม่มีคุณสมบัติลดการสร้างน้ำมันบนผิวหนังได้  ด้วยคุณสมบัติที่อ่อนโยนของยากลุ่มนี้ จึงสามารถใช้ร่วมกับการรักษาสิวทุกระยะ และใช้ทาป้องกันการเกิดสิวอุดตันได้ด้วย แต่มีผลข้างเคียงคือ ทำให้ผิวลอก คัน แดง  และทำให้ผิวหน้าบางลง หากใช้ยานี้จึงต้องทาครีมกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดดและในหญิงมีครรภ์ไม่ควรใช้ยานี้
  • กรดไฮดรอกซี (Hydroxy Acid) คือกรดอ่อนชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์ในการผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยน จึงช่วยขจัดต้นตอของปัญหาผิวได้ดี โดยกรดไฮดรอกซีนี้ สามารถแบ่งออกได้หลายประเภทตามคุณสมบัติและที่มาของกรดนั้น ๆ ส่วนใหญ่แล้วที่นิยมนำมาใช้ในสกินแคร์คือ
  • กรดอัลฟาไฮดรอกซี (Alpha Hydroxy Acids) หรือ AHA กรดชนิดนี้ได้จากสารสกัดของผลไม้ เช่น กรดมาลิกในแอปเปิ้ล กรดซีตริกในมะนาวหรือผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว กรดแลกตริกในนมเปรี้ยว ฯลฯ กรดนี้มีฤทธิ์ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่คล้ำเสียหรือตายแล้วที่ติดอยู่บนผิวหนัง บางครั้งก็จับตัวกันเป็นก้อนให้หลุดลอกออกไป

นอกจากนี้ช่วยลดการอุดตันของท่อขน จึงทำให้รอยสิวดูจางลง และยังช่วยลดอาการอักเสบจากสิวอักเสบ ทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น และกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจนในผิว ทำให้ผิวดูชุ่มชื้น เปล่งปลั่งและผิวหน้าใสขึ้น

  • กรดเบต้าไฮดรอกซี (Beta hydroxy acid) หรือ BHA  เป็นกรดที่ได้จากการสังเคราะห์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อ กรดซาลิไซลิก (Salicylic Acid) กรดชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นของ BHA คือละลายน้ำมันได้ ออกฤทธิ์กับสภาพผิวมันได้เป็นอย่างดี สามารถขจัดเซลล์ผิวเก่าได้อย่างอ่อนโยน และยังเป็นตัวช่วยฟื้นบำรุงผิวจากการระคายเคือง สามารถลดการอักเสบของสิวได้ดีอีกด้วย

สาว ๆ รู้อย่างนี้ ก็ลองนำวิธีข้างต้นไปใช้รักษาหน้าใสกันได้เลย แต่สาว ๆ อย่าลืมว่ายาทาสำหรับรักษาสิวอักเสบแต่ละชนิด มีผลในการใช้ในการรักษาสิวอักเสบที่มีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน รวมถึงต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนอีกด้วย หากใครมีปัญหาสิวอักเสบที่รุนแรงมากหรือใช้ยาทาแล้วไม่ได้ผลที่ดีควรได้รับคำแนะนำการรักษาจากแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญ อ่านบทความ thermage